ไลฟ์สไตล์

พึ่งตนพึ่งธรรม-ผู้หญิงเข้าวัดมากแต่ทำไมยังทุกข์มาก?

พึ่งตนพึ่งธรรม-ผู้หญิงเข้าวัดมากแต่ทำไมยังทุกข์มาก?

03 เม.ย. 2554

โบราณว่า ... มีลูกสาวเหมือนมีส้วมตั้งอยู่หน้าบ้าน ผมได้ยินมาครั้งแรก ตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ด้วยความไม่เข้าใจเสียทีเดียวว่า ทำไมคนโบราณเปรียบเทียบกับเพศหญิงไว้รุนแรงจัง?

เมื่อเติบใหญ่จนผมเข้าสู่มัชฌิมวัย สังเกตว่า ผู้หญิงนั้นโดยส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ) เป็นเพศที่ต้องการการยึดเหนี่ยวกับหลักชัย สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เสมอ คือไม่สามารถอยู่ลำพังคนเดียว (Stand Alone) ได้ ถ้าไม่ยึดพ่อแม่หรือครอบครัว ก็ยึดสามี ถ้าไม่ยึดสามีก็ยึดลูกเต้า ถ้าไม่ยึดคนทางโลก ก็ไปยึดลัทธิอะไรบางอย่าง หรือหากเธอสามารถปล่อยวางทางโลกและเข้าสู่ทางธรรมได้แล้ว ก็ยังอุตส่าห์ไปเผลอยึดมั่นในตัวพระอาจารย์นั้นๆ เข้าทำนองพระอาจารย์บังพระพุทธเจ้าเสียมิดเลย ต่างๆ นานา ดังที่กล่าวมาเป็นต้น

ด้วยเหตุนี้กระมัง เพศหญิงจึงอ่อนไหวและเป็นทุกข์ง่ายกว่า เข้าทำนอง ยึดมากทุกข์มาก หรือที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวไว้ว่า ยึดมันมันกัดเราแน่, นี้ประการหนึ่ง

อีกเหตุปัจจัยหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้หญิงทุกข์มาก คือความคิดปรุงแต่งที่ไม่อยู่กับร่องรอยแห่งปัจจุบัน คือถ้าไม่จมปลักกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว ก็ปรุงจนฟุ้งซ่านกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อาชีพหมอดูจึงเฟื่องฟู อันปรากฏให้เห็นได้ในทุกหนแห่งก็เพราะผู้หญิงนั่นแหละ และเรื่องยอดนิยมที่ผู้หญิงมักจะถามโหราจารย์เหล่านั้น ก็คือเรื่องคู่ครอง  พวกที่ยังไม่มีคู่ครอง ก็กลัดกลุ้มใจ ถามไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะเจอเนื้อคู่ ส่วนพวกที่มีคู่ครองแล้ว ไปกันได้สักพักก็มีปัญหา เช่น เรื่องกิ๊ก ก็จะสอบถามอีกว่า กิ๊กคนนั้นเป็นใคร อนาคตสามีจะยังอยู่กับเราไหม?  นั่นแหละคือ สมุทัย เหตุปัจจัยแห่งการเกิดทุกข์

ด้วยเหตุนี้และเหตุนี้ ผู้หญิงจึงเข้าวัดมาก วัดที่ไหนๆ ก็เถอะ ผ้าขาว (ผู้ปฏิบัติธรรมในวัด) มักจะมีผู้หญิงมากกว่า ๗๐% ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะพบทุกข์ก่อน จึงเรียนรู้สัจธรรมก่อน, เพราะเห็นสัจธรรมก่อน จึงตั้งใจใฝ่หาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันทั่วโลกยอมรับว่า เป็นวิถีทางแห่งการดับทุกข์ที่ครอบคลุม และเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดกับตัวเองได้จริงๆ

ตรงนี้กระมัง ที่ท่านพุทธทาสภิกขุ กล่าวเป็นปริศนาธรรมไว้ว่า...“หาสุข ได้จากทุกข์” ผู้หญิงจึงเข้ามาสู่การปฏิบัติธรรมมากขึ้น และเข้ามาสนใจเรื่องประเสริฐเหล่านี้เร็วกว่าผู้ชาย ส่วนการจะปฏิบัติถูกทางหรือผิดทาง ได้ผลช้าหรือเร็วนั้น ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย 

ส่วนผู้ชายนั้น มักชะล่าใจ ส่วนใหญ่ก็ยังหลงระเริงเพลินกามสุขกันอยู่ โดยอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ... ยังไง เราเป็นผู้ชาย ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ต้องการบวช จะบวชเมื่อไหร่ก็ได้ หากใครคิดเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นความประมาทอย่างยิ่ง ผู้ชายจึงเข้าวัดปฏิบัติธรรมน้อยกว่า พระพยอม กัลยาโณ ยังเคยเทศน์แซวเพศชายไว้ว่า ...“พวกนี้จะเข้าวัด ก็ตอนหมดแรงทำชั่วแล้ว ที่แย่กว่านั้น คือ เข้าวัดตอนที่ต้องให้คนอื่นหามเข้ามา (ตายแล้ว)”

ปราชญ์กล่าวเสมอว่า “โลกคือทุกข์ ทุกข์คือโลก” เพราะฉะนั้น การที่เราเผชิญกับความทุกข์อยู่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ผู้หญิงก็ทุกข์แบบผู้หญิง ผู้ชายก็ทุกข์แบบผู้ชาย เด็กก็ทุกข์แบบเด็กๆ กะเทยก็ทุกข์แบบกะเทย ทอมก็ทุกข์แบบทอม สัตว์โลกก็ทุกข์แบบสัตว์โลกของมัน ฯลฯ ครั้นจะจับมาวัดกันว่า ใครทุกข์กว่าใครนั้นคงเป็นเรื่องยาก แต่ผมรู้อย่างหนึ่ง ยิ่งยึดมาก (มีอุปาทานมาก) ก็จะยิ่งทุกข์มาก
ดังนั้น สุภาพสตรีที่เข้ามาปฏิบัติธรรมแล้ว ยังทุกข์อยู่ ยังร้อนอยู่ ยังวีนง่ายอยู่ ก็ลองสังเกตตัวเอง หมายถึง “จิต” ตัวท่านเอง ว่าเป็นเพราะอะไร

มีเรื่องตลกที่เล่าต่อๆ กันมาของสุภาพสตรีวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งกลับจากคอร์สปฏิบัติธรรมเข้ม เข้าใจเรื่อง การละวาง ตัวกู-ของกู อย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในสถานปฏิบัติธรรม ท่ามกลางธรรมชาติในต่างจังหวัด ช่างมีความสงบ สันติดีแท้เชียว ครั้นพอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ได้ไม่เกิน ๓ วัน คืนหนึ่งสามีกลับดึก เธอมารอรับที่ประตูหน้าบ้าน ต่อว่าสามีเสียงดังสนั่น สามีอดแปลกใจไม่ได้จึงถามคนที่เป็นภรรยาว่า
“โธ่ ... เห็นคุณไปปฏิบัติธรรมมาตั้งครึ่งค่อนเดือน เรียนรู้เรื่องตัวกู-ของกู เข้าใจดีแล้ว ทำไมยังโกรธรุนแรงขนาดนี้ล่ะ?”

ภรรยาสวนกลับทันควัน

“ก็เข้าใจแล้วน่ะสิ เข้าใจว่า ตัวกูน่ะไม่ใช่ของกู แต่ตัวมึงน่ะ ยังเป็นของกูอยู่!”

เผลอยึดมั่นสิ่งใด ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นที่สิ่งนั้นเสมอ ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งหนึ่งย่อมมีอีกสิ่งหนึ่ง เมื่อดับสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็ดับไป เป็นธรรมดา

ผมเคยเห็น “กับดักลิง” โบราณชนิดหนึ่ง ไอเดียแสนง่าย แต่จับลิงอยู่หมัดได้ผลเสมอ เขาทำเป็นโหลไม้ปากแคบๆ พอให้ลิงเอามือสอดเข้าไปได้ คล้ายแจกัน ข้างในมีถั่วหลายเม็ด ใช้เป็นเครื่องล่อ พอลิงรู้ว่า มีถั่วอยู่ข้างใน มันก็จะสอดมือเรียวๆ ของมันเข้าไป แล้วจะกำถั่วแน่นไว้ในมือ เมื่อมือกำแน่น มือจึงใหญ่กว่าปากโหล ไม่สามารถดึงออกมาได้ ติกแหงกอยู่ตรงนั้น ต้องรอจนกว่าเจ้าของกับดักจะกลับมาจับมันไปฆ่าไปแกง ... ซึ่งแท้ที่จริง เพียงแค่มันปล่อยมือ ยอมให้ถั่วหลุดมือไป มือมันก็จะหลุดออกจากปากโหลได้ ชีวิตก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องถูกจับไปฆ่า หรือไปทรมาน

เห็นแล้ว ก็นึกเอามา ประยุกต์ธรรม บอกเล่าสู่กันฟังอย่างนี้แหละครับ ... การดำเนินชีวิตของคนเราก็เช่นกัน นึกแล้วก็น่าขำ บางครั้งเราก็ทำอะไรโง่ๆ เหมือนกับลิงที่ยึดมั่น ไม่ยอมปล่อยมือจากถั่วลิสงแค่ ๒-๓ เม็ดเอง ปากก็ร้องลั่นให้เพื่อนมาช่วย แต่มือก็กำแน่น ยึดมั่นถือมั่นไม่ยอมปล่อยวาง แล้วใครเล่าจะไปช่วยให้หายจากทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าเอง ก็ไม่อาจช่วยได้ หากเราไม่ยอมปล่อยวาง ท่านทรงชี้ทางอันประเสริฐให้แล้ว แต่หากพวกเราไม่เดินตามรอยมรรค ซ้ำยังสวนทางอีกต่างหาก นั่งสมาธิจนแก่ตาย ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

ท่านอาจารย์เล็ก (ฉายา สนเฒ่าแสดงธรรม) ศิษย์ท่านพุทธทาส สอนย้ำเสมอเรื่อง “๓ ไม่” คือ ไม่เอา-ไม่เป็น-ไม่ยึด หรือ “๒ หยุด” หยุดอยาก-หยุดยึด โดยเฉพาะกับอุบาสิกา ที่มักเข้าไปกราบ ไปหารือกับท่าน ด้วยน้ำตาที่ไหลเป็นสายไปตามทางเดิน แม้อุบาสิกาเหล่านั้นจะเข้าๆ ออกๆ ไปหารือ ปรับทุกข์ ฟังธรรม ฉันศิษย์กับอาจารย์อยู่หลายสิบหน

ตลอดระยะเวลา ๓-๔ ปี พระอาจารย์เล็ก ก็มิได้กล่าวสอนออกนอกประเด็นอันเฉียบขาดต่อการดับทุกข์เลย อาจจะมีตัวอย่างนิทานชาดกประกอบมากมาย แต่ท่านก็ยกมาเพื่อมุ่งย้ำสอนเรื่อง “๓ ไม่” หรือ “๒ หยุด” อย่างกระชับลัดสั้นเสมอ จนกว่าอุบาสิกาเหล่านั้น จะสามารถเข้าใจ

และเมื่อตั้งสติ จนทำความเข้าใจกับคำสอนได้ ก็สามารถปิดก๊อกน้ำตาหยดสุดท้าย เลิกยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องไร้สาระเหล่านั้นได้ในที่สุด เสมือนลิงตัวที่ฉลาด ยอมคลายมือจากถั่วลิสงจนรอดชีวิตจากกับดักมาได้นั่นเอง

คำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตเรา ก็ต่อเมื่อเราสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล คือมี “ประสิทธิภาพ” เพราะสติไว นำมาใช้ได้อย่างทันท่วงที และ “ได้ผล” เพราะใช้ดับทุกข์ได้ทุกเรื่อง แต่ถ้านุ่งขาวห่มขาวประพฤติธรรม แต่จิตยังแบกความห่วงวิตกกังวลต่างๆ นานา เข้ามาในวัดเป็นกะละมัง ธรรมะจึงมิอาจหลอมรวมลงสู่จิตได้นั่นเอง

เมื่อรู้จักการปฏิบัติธรรม ถือชีวิตพรหมจรรย์กันแล้ว ก็ควรจะต้องรู้ถึงเป้าหมายปลายทางของการปฏิบัติธรรมนั้นด้วย ไม่เช่นนั้น ความก้าวหน้าทางธรรมจะไม่เกิด ซ้ำยังอาจเกิดปฏิกิริยาตรงข้าม (Paradox) เช่น วางทุกข์จากบ้านมาได้แล้ว แต่มาทุกข์ที่วัดต่อ เพราะน้อยใจ หลวงพ่อไม่สนใจบ้าง, เพราะโกรธที่พระอาจารย์ที่เคยนับถือบูชาขั้นถวายชีวิต ยึดติดกันแน่นแบบข้ามภพข้ามชาติ ดันมาพลาดผิดวินัยสงฆ์บ้าง เป็นต้น

ผมจึงอยากฝากข้อคิดฝากสุภาพสตรีไว้ อันพระอาจารย์เล็กฝากมาว่า ...

“คำสอนใดไม่เนื่องด้วยสุญญตา คำสอนนั้นมิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า”
และท้ายที่สุด ขอฝากกลอนเป็นการปิดท้ายบทความ ...
 ปัจฉิมบท สนเฒ่า เล่าสรุป
ให้หยุดอยาก หยุดยึด หยุดทั้งสอง
อีก “๓ ไม่” ไม่เอาเลย สิ่งครอบครอง
ไม่ต้องเป็น ไม่ต้องยึด อุปาทาน
 เริ่มมือเปล่า ไม่ยึด จึงไม่ทุกข์
นึกสนุก หยิบสิ่งของ เป็นของฉัน
กำมือแน่น หมายมั่น ทุกข์เกิดพลัน
ปากร้องโอย มือยึดมั่น จะช่วยอย่างไร (เหมือนกับดักลิง)
 ท่านสนเฒ่า สอนให้ทำ ด้วยจิตว่าง
มีทุกอย่าง แต่วางใจ ไม่ยึดถือ
หน่วงนิพพาน ไว้ในใจไม่กระพือ
ไม่ยึดถือ แม้นิพพาน งานของเราฯ

พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา