
อย่าหายใจแบบท้อแท้
ท่านทั้งหลายที่ชอบเปล่งเสียงถอนหายใจแบบท้อแท้ แบบเบื่อหน่าย การเปล่งเสียงอย่างนี้เป็นอัปมงคล จะทำให้ชีวิตล้มเหลวตลอดทั้งวัน และบางทีพลาดจุดสำคัญอันเป็นจุดตายของชีวิตไปแล้ว ไม่สามารถจะพลิกฟื้นคืนชีวิตได้ แพทย์เรียกคนที่หายใจแบบท้อแท้ว่า เป็นคนที่ระบบหายใ
ดังนั้นหากท่านทั้งหลายเมื่อได้ตื่นมาตอนเช้าแล้ว หายใจเข้าลึกๆ จะทำให้สติแผ่ซ่านไปทุกส่วนของร่างกาย แล้วเราก็จะมีพลัง เมื่อมีพลังเช่นนี้แล้วเราจะทำอะไรก็สำเร็จประโยชน์ทุกอย่าง “หนักก็ไหว สูงก็ได้ ไกลก็ถึง” เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วปัญญาเราก็จะเกิดขึ้น
ทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราทำ อานาปานสติ พวกเราอย่างหลงใหลพร่ำเพ้อว่า อานาปานสติจะพาให้สำเร็จอรหันต์อย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การที่จะสำเร็จได้นั้นมันต้องเกิดปัญญาเสียก่อน
ตัวปัญญานี้ถ้าหากไม่มีพลังแห่งอานาปานสติ ปัญญามันจะเกิดขึ้นไมได้ เพราะบ่อแห่งปัญญาก็คือพลังแห่งอานาปานสติที่เราหายใจเข้าไปแล้วกลั้นลมหายใจไว้
สร้างบ่อแห่งปัญญาอันล้ำลึก อันกว้างใหญ่ไพศาลให้เกิดขึ้น เมื่อบ่อแห่งปัญญาอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว ท่านจะต้องการปัญญาระดับไหน ในระดับของการฟัง ท่านฟังแล้วจะจำได้ จะเป็นบรรจุน้ำได้ ถ้าท่านต้องการที่จะใช้ปัญญาในรับจินตามยปัญญา ปัญญานี่จะเกิดขึ้นเปรียบเสมือนน้ำที่ผุดมาจากใต้ดิน
ปัญญาที่ฟังเปรียบเสมือนน้ำฝนที่ตกจากฟ้า
ปัญญาที่เกิดจากการคิดเปรียบเสมือนน้ำที่ผุดมาจากใต้ดิน
มันไม่เหมือนกัน แต่ท่านมีบ่อแห่งปัญญาไหม? ถ้าท่านไม่มีบ่อแห่งปัญญา คือ อานาปานสติที่กลั้นไว้ ท่านก็เก็บเอาปัญญาไม่ได้ มันก็จะไหลออกไป น้ำฝนที่ตกลงมาจากฟ้าเปรียบเสมือนปัญญาที่ได้จากการฟังมัน ก็จะไหลออกไป และถ้าเกิดจากจินตามยปัญญามันก็ไม่เกิด เหมือนน้ำใต้ดิน มันไม่ผุดขึ้นมาเพราะมันขาดบ่อ
ดังนั้น อานาปานสติ กับ ปัญญา จึงเป็นเรื่องที่ดำเนินมาด้วยกัน เพียงแต่ว่าผู้ใดสร้างบ่อแห่งปัญญานั้นอย่างชาญฉลาด
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"



