
จีนจะแซงหน้าสหรัฐทางวิทย์ภายในปี 2556
(29มี.ค.) ผลการศึกษาล่าสุดที่มีชื่อว่า ความรู้ เครือข่าย และประเทศ ของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร ระบุว่า จีน ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น วงเวียน , ดินปืน , กระดาษ และการพิมพ์ ได้กลับมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในโลกอีกครั้ง
ผลการศึกษาระบุว่า จีนได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศที่เคยทรงอิทธิพลในด้านนี้ อย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น โดยดูจากผลงานที่ได้รับการยอมรับและถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ที่รวบรวมไว้ในเวบไซต์ สโคปุส หรือ เว็บไซต์ฐานข้อมูลวารสารวิชาการของสำนักพิมพ์ เอลเซเวียร์
เมื่อปี 2539 หรือปีแรกที่มีการวิจัยในเรื่องนี้ พบว่า สหรัฐได้รับการตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ 292,513 ฉบับ มากกว่าจีน 10 เท่า เพราะจีนได้รับการตีพิมพ์ 25,474 ฉบับ แต่พอถึงปี 2551 จำนวนผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ของสหรัฐ เพิ่มขึ้นน้อยมาก โดยไปอยู่ที่ 316,317 ฉบับ ในขณะที่จีนผลิตผลงานมากกว่าเดิมถึง 7 เท่า ไปอยู่ที่ 184,080 ฉบับ
จากการประเมินก่อนหน้านี้ คาดว่า จีนอาจมีผลงานทางวิทยาศาสตร์แซงหน้าสหรัฐ ในปี 2563 แต่ล่าสุดบ่งชี้ว่าจะน่าจะเร็วขึ้นเป็นภายในปี 2556 และศาสตราจารย์ เซอร์ คริส แอลเลเวลลิน สมิธ ประธานของคณะผู้ทำรายงานฉบับนี้ ระบุว่า เขาไม่ประหลาดใจต่อการพัฒนาอย่างรวดเร็วของจีน เพราะจีนเพิ่มการลงทุนอย่างมหาศาลในด้าน R&D หรือ งานวิจัยและพัฒนา
จีนทุ่มงบประมาณในด้านนี้เพิ่มอีกปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาทำให้งบประมาณในปัจจุบัน พุ่งสูงถึง 1 แสนล้านดอลล่าร์แล้ว ขณะที่นักศึกษาที่จบด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของจีน เมื่อปี 2549 ก็มีมากถึง 1 ล้าน 5 แสนคน
ผู้จัดทำรายงาน เรียกว่า เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในวงการวิทยาศาสตร์โลก และเตือนว่า วงการวิทยาศาสตร์ ไม่ได้แค่สร้างชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นตัววัดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของแต่ละประเทศอีกด้วย แต่การมีผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่เป็นจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่า คุณภาพของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จะเพิ่มตามไปด้วย
ผู้เชี่ยวชาญในวงการวิทยาศาสตร์ มองว่า จีนผลิตผลงานทางวิทยาศาตร์ออกมามากก็จริง แต่คุณภาพยังไม่ทัดเทียมกับปริมาณ และคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าคุณภาพของผลงานทางวิทยาศาสตร์ของจีน จะได้มาตรฐานเท่ากับของตะวันตก



