ไลฟ์สไตล์

รายงานหน้า 4

รายงานหน้า 4

11 ธ.ค. 2551

รายงานหน้า 4 มีโอกาส-แต่ !!!...พลาดหวัง แม้ความเป็นไปได้จะเหลือเพียงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ในใจลึกๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อมที่จะเดินเกมทุกอย่างเพื่อให้เกิดการ "เปลี่ยนขั้วทางการเมือง" ให้ได้ เห็นได้จากพลันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และ มัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกประชุมแกนนำโดยด่วนในวันรุ่งขึ้น เพื่อประเมินสถานการณ์ความเป็นไปได้ และโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก่อนที่จะมอบหมายให้แกนนำภาคต่างๆ ออกเดินสายจีบ ส.ส.แพแตกเข้าสังกัดพรรค ขณะที่ "สุเทพ" หัวหอกคนสำคัญ เริ่มปฏิบัติการจับขั้วทันที พร้อมทั้งต่อสายถึง "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน อีกครั้งเพื่อจับมือร่วมรัฐบาล แต่ทว่าการหารือครั้งนี้กลับทำให้ "สุเทพ" ออกอาการหัวเสียไม่ใช่น้อย เพราะ "กลุ่มเนวิน" ยื่นเงื่อนไขว่า ต้องเสนอชื่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี แทน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ซึ่ง "สุเทพ" ไม่อาจที่จะรับได้ เพราะเงื่อนไขที่ว่านี้เท่ากับตบหน้า "หนุ่มมาร์ค" เข้าอย่างจัง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ชู "อภิสิทธิ์" เป็นจุดขายนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด ดังนั้นสูตรนี้จึงทำให้โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทบริบหรี่ลงทุกที แต่หนทางสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ได้ตีบตันเสียทีเดียวนัก ล่าสุด พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานที่ปรึกษาอดีตพรรคชาติไทย ได้ทอดสะพานหวังจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่าลืมว่าหากประชาธิปัตย์สามารถแท็กทีมกับ "เสธ.หนั่น" ได้ โอกาสก็เพิ่มขึ้น เพราะถึงแม้ว่าที่ผ่านมา "เสธ.หนั่น" จะออกไปตั้งพรรคใหม่ แต่ยังมีความสัมพันธ์กับ ส.ส.กลุ่มบ้านสนามบินน้ำเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาเป็นแรงหนุน โดยคนใกล้ชิด "เสธ.หนั่น" ถึงกับออกปากบอกว่า หาก "เสธ.หนั่น" ยังเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อยู่ สถานการณ์การเมืองเช่นนี้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก หากเสนอเงื่อนไขที่ลงตัว เพราะนาทีนี้เชื่อว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ล้วนอยากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันทั้งนั้น ที่สำคัญ "เสธ.หนั่น" มีความสัมพันธ์แนบแน่น กับ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ศิษย์เอกบ้านสนามบินน้ำ ดังนั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ผนึกกำลังกับ "เสธ.หนั่น" ได้ พรรคอื่นๆ ย่อมจะตามมาในที่สุด สังเกตจากล่าสุด ได้ส่งคนสนิท อัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน อดีตพรรคชาติไทย และกระเป๋าตังค์ของพรรคมหาชน เดินทางมาหารือกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ถึงการเตรียมย้ายมาสวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ที่สำคัญในการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปตย์นัดล่าสุด ได้ไฟเขียวมอบหมายให้ ส.ส.และแกนนำพรรค เดินสายสานสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่างๆ โดยแบ่งทีมงานเป็น 3 ระดับ ~ระดับ ส.ส.ที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมเป็นการส่วนตัว ที่จะสามารถพูดคุยเข้ามาเป็นแนวร่วมกับพรรคได้ ~ระดับกลุ่ม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าแต่ละกลุ่มภายในพรรคร่วมรัฐบาลยังมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี หากได้รับทราบแนวทางของพรรคและจุดยืนจะได้เข้าใจมากขึ้น ~ระดับพรรคการเมือง โดยเป็นหน้าที่หลักของ "สุเทพ" ในการเดินสาย โดยทั้งหมดจะมารายงานความคืบหน้าในการประชุมกรรมการบริหารพรรคอีกครั้งในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ก่อนที่จะสรุป อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะตัดสินใจยอมแลกผลประโยชน์กับการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ? โดยพรรคประชาธิปัตย์ประเมินว่านาทีนี้ศึกภายในอดีตพรรคพลังประชาชนยังไม่สงบ โดยเฉพาะการเสนอชื่อแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ยิ่งกลุ่มเพื่อนเนวินออกอาการยี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง บุคคลที่ "นายใหญ่" หมายมั่นปั้นมือด้วยแล้ว การเปิดเกมรุกสลายขั้วพลังประชาชนก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าเสี่ยง เป็นเพราะว่าหากวิ่งเปลี่ยนขั้วได้เป็นผลสำเร็จจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเสี่ยงปริ่มน้ำที่เกินครึ่งมาเพียงนิดหน่อย อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันได้ว่า หลังการเลือกตั้งซ่อมแล้วจะได้จำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 29 เขต แทนอดีต ส.ส.ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ต้องได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15 ที่นั่ง จึงจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน การเป็นแกนนำรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมเกิดการแตกแยก จะส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของพรรคได้อย่างรวดเร็ว ไหนจะบวกกับการชุมนุมของมวลชนเสื้อแดง ที่เตรียมลุกฮือได้ตลอดเวลาหากจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จอีกดอก เมื่อนับนิ้วดีดลูกคิดแล้ว เชื่อว่าหากประชาธิปัตย์เดินเกมพลิกขั้วการเมืองไม่สำเร็จ ก็มีแนวโน้มจะยอมเปลี่ยนเกมเป็น "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" มากกว่า นั่นเพราะนาทีนี้แม้พรรคประชาธิปัตย์จะยังพอมีความหวังในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนที่ต้องการให้เข้ามาแก้วิกฤติ แต่โอกาสก็ค่อนข้างเป็นไปได้ "น้อยมาก" เมื่อเทียบกับเสียงสนับสนุนในสภา ซึ่งในการประชุมระดับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ประเมินว่า สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้พรรคลำบากยิ่งขึ้นในการเข้ามาบริหารประเทศ สู้เก็บเนื้อ เก็บตัว เก็บแต้มในยามที่พรรคร่วมรัฐบาลตกต่ำถึงขีดสุดจะดีกว่า เพราะหากได้นายกรัฐมนตรีขึ้นมาใหม่ คงไม่พ้น "นายกฯ นอมินี" เหมือนเดิม โอกาสที่จะอยู่ครบเทอมคงเป็นไปได้ยาก หากไม่สามารถเดินเกมพลิกขั้วได้ ก็ปล่อยให้พรรคเพื่อไทยฟอร์มทีมตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป แต่เชื่อว่าคงอยู่ได้ไม่นาน เพราะโอกาสที่จะยุบสภาก็มีสูง หากประชาธิปัตย์เลือกแนวทางนี้ก็จะสร้างความสง่างาม และเป็นที่ยอมรับของสังคมได้มากที่สุด !!! //////////// บัญชา แข็งขัน