ไลฟ์สไตล์

60 EARTH HOUR 2011 PLUS

60 EARTH HOUR 2011 PLUS

29 มี.ค. 2554

เมื่อวันเสาร์ที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงเพื่อลดโลกร้อน และจะมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า 60 EARTH HOUR 2011 PLUS ซึ่งก็แน่นอนถ้ามีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษ ก็แสดงว่างานนี้ประเทศของเราไม่ได้เป็นต้นคิดในการรณณรงค์ปิดไฟให้โลก

 โดยประเทศที่เป็นต้นคิดหรือต้นแบบก็คือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งก็ค่อยๆ ขยายกิจกรรมนี้ออกไปทั่วโลก จนถึงปัจจุบันนี้แล้วรวมประเทศไทยด้วย ก็ไม่ต่ำกว่า 128 ประเทศ 4,616 เมือง โดยประเทศไทยของเราได้เริ่มกิจกรรมนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.2550 และจะจัดกันเป็นประจำในเดือนมีนาคมและประเทศต่างๆ ก็จะจัดกันในเดือนมีนาคมเหมือนกัน เพียงแต่ว่าวันที่จัดอาจจะไม่ตรงกัน แต่ในปีนี้ทั่วโลกต่างก็พร้อมใจกันยกให้ปีนี้เป็นปีรณรงค์ลดโลกร้อน

 ดังนั้นกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงหรือ 60 EARTH HOUR 2011 PLUS จึงได้มีการกำหนดการจัดงานในวันที่ 26 มีนาคม พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งบ้านเราก็จะมีศูนย์กลางอยู่ที่ลานคนเมือง หรือที่ว่าการกรุงเทพมหานคร และอีก 1 ที่ก็คือ จังหวัดนนทบุรี แต่ทางจังหวัดนนทบุรีนั้นเลือกจัดงานที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ใกล้ๆ กับสะพานพระราม 7 นั่นเองแหละครับ

 ส่วนตัวผมก็ได้รับเชิญจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้นำวงดนตรีไทยก็คือวงปี่พาทย์ไม้แข็งมาบรรเลงในสถานที่จัดงาน ภายในที่ทำการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตสำนักงานใหญ่บางกรวย โดยกำหนดให้ผมได้แสดงในช่วงเวลา 2 ทุ่มครึ่งถึง 3 ทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงปิดไฟนั่นเอง โดยไอเดียนี้เกิดจาก คุณเดชา ศุภศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ เป็นผู้ค้นคิด ซึ่งต้องการสื่อถึงว่า แม้ไฟจะดับแต่เราก็ยังมีดนตรีไทยที่สามารถบรรเลงได้ด้วยความไพเราะหรือสนุกสนานนั้นได้ทุกอารมณ์ ง่ายๆ ก็คือ ถึงไฟจะดับแต่เราก็ยังทำอะไรอย่างอื่นได้นะ

 ซึ่งการแสดงของผมก็ต้องเล่นทั้งที่ไฟดับหรือไม่มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง แถมตัวผมเองก็ยังโชว์สเต็ปใส่แว่นดำตีเหมือนเดิม ก็คือให้มันมืดสนิทกันเข้าไปอีก แต่จะว่าถึงการดับไฟเล่นของนักดนตรีไทยแล้วนั้น มันก็ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับ นักดนตรีไทยทุกคนนั้นสามารถเล่นได้โดยที่ไม่ต้องง้อไฟฟ้าแต่อย่างใด ซึ่งไม่เหมือนดนตรีสากลหลายๆ เครื่องดนตรี ถ้าไม่มีไฟฟ้าก็ไม่สามารถเล่นได้ และถ้าสมมติว่าต่อไปประเทศของเราไม่มีไฟฟ้าใช้เหล่าพวกนักดนตรีสากล ก็คงจะต้องตกงานกันหลายคนแน่ๆ

 พอเขียนถึงดนตรีสากลที่ไม่มีไฟฟ้าแล้วก็ไม่สามารถเล่นนั้น ก็เลยทำให้ผมนึกถึงเรื่องของพลังไฟฟ้าในบ้านเรา ซึ่งพวกเราก็จะได้ข่าวการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ซึ่งก็มีหลายคนเห็นด้วยและหลายคนก็ไม่เห็นด้วย ก็คือมีความคิดที่แตกต่างกันไป แต่ในเรื่องของความคิดที่แตกต่างกันของทั้ง 2 พวก ที่ได้กล่าวมานั้นแล้วก็ยังมีอีกพวกหนึ่งทีจะออกแนวอีเดียดโง่ๆ หน่อยและก็ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจกับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งนั่นก็คือพวกผมเอง ก็คือจะบอกว่าตัวผมเองนี่แหละ ซึ่งพวกนี้เปรียบเป็นพวกโลกที่ 3 ไม่สนใจเรื่องแบบนี้ ซึ่งมีเรื่องอื่นๆ หนักหัวสมองมากพอแล้ว และประการสำคัญพอถึงบิลค่าไฟมาเราก็มีปัญญาที่จะจ่าย ไม่เคยโดนตัดไฟ เดือนไหนใช้มากก็จ่ายมาก เดือนไหนใช้น้อยก็จ่ายน้อยและก็มีไฟใช้มาตลอดตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบันก็ไม่เคยมีวันไหนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ นอกจากนานๆ วันจะมีไฟดับชั่วประเดี๋ยว สรุปแล้วว่า มีไฟฟ้าใช้และก็มีเงินจ่ายก็เลยไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ แต่พอได้เข้าไปที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแล้วก็พอจะได้ความรู้ในเรื่องพลังงานไฟฟ้ามาให้ได้ขบคิด จากท่านผู้บริหารท่านหนึ่งที่ผมได้นั่งคุยกับท่านในขณะที่รอจะแสดง

 คือผมไม่มีความรู้ในเรื่องของพลังงานไฟฟ้าทั้งนิวเคลียร์และนิวไม่เคลียร์ ก็เลยถามว่าพลังนิวเคลียร์กับพลังปัจจุบันมันต่างกันยังไง แล้วทำไมถึงต้องสร้างพลังนิวเคลียร์ด้วยล่ะครับ ก็เลยได้คำตอบว่า ปัจจุบันเราใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติของบ้านเราที่อ่าวไทย มาผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งก็ได้ขุดกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2522 จนถึงปัจจุบันก็ปาเข้าไป 32 ปีแล้ว และก็ได้ทำการสำรวจแล้วว่าอีกไม่เกิน 15 ปี ก๊าซธรรมชาติของเราก็จะหมดลง ถึงเวลานั้นเราก็ต้องไปพึ่งพลังงานจากประเทศอื่นมาทดแทน ซึ่งก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเราใช้พลังไฟฟ้านิวเคลียร์จากแร่ยูเรเนี่ยม ก็จะสามารถประหยัดพลังงานไปได้ถึง 10 เท่า ซึ่งจะทำให้เราจ่ายค่าไฟถูกลงไปอีกมาก ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ว่าเป็นเรื่องดี และผมเองก็จะชอบมาก เพราะค่าไฟที่บ้านผมตกเดือนละ 2,000 กว่าบาท ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเหมือนกัน ส่วนเรื่องมันจะระเบิดเหมือนที่ญี่ปุ่นไหม ก็ได้ความว่าที่ญี่ปุ่นเป็นโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่สร้างมาเกือบ 50 ปี มันเป็นรุ่นเก่าที่เขาไม่ยอมเปลี่ยน ปัจจุบันนี้ที่อเมริกาและประเทศอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเวียดนามเขาก็ใช้ไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์รุ่นใหม่กันหมดแล้ว และถ้ามันจะระเบิดขึ้นมาจริงๆ ที่เวียดนามก็คงต้องระเบิดก่อนเราเพราะว่าสร้างก่อน และสมมติว่าถ้ามันเกิดระเบิดที่เวียดนามขึ้นมาจริงๆ เราก็คงต้องโดนสารปนเปื้อนเหมือนกันดัวยเหตุที่อยู่ใกล้กันนั่นเอง พอถึงตรงนี้แล้วผมก็เลยพึ่งถึงบางอ้อ ส่วนท่านผู้อ่านจะถึงบางอ้อแบบผมหรือว่าจะถึงบางพลัด บางกรวย ก็คงต้องไตร่ตรองกันเอาเองแล้วละครับ สำหรับฉบับนี้ก็ต้องขออนุญาตไปจ่ายค่าไฟก่อน เดี๋ยวโดนตัด ไปล่ะครับ...สวัสดี

"ขุนอิน"