ไลฟ์สไตล์

พยาบาลสมองไหลขั้นวิกฤติเฉพาะจบใหม่แห่ลาออกเกือบ%

พยาบาลสมองไหลขั้นวิกฤติเฉพาะจบใหม่แห่ลาออกเกือบ%

25 มี.ค. 2554

ผลวิจัยพบพยาบาลจบใหม่ที่เป็นลูกจ้างแห่ลาออกเกือบ50% ในปีแรกที่ทำงาน ออกต่อเนื่องแทบไม่เหลือหลังปีที่ 5 เฉพาะจ.น่านลาออกถึง 90% ชี้เข้าขั้นวิกฤติต้องเร่งบรรจุเป็นข้าราชการด่วน เหตุพยาบาลข้าราชการลาออกน้อยกว่าลูกจ้างถึง 9 เท่า

ดร.กฤษดาแสวงดี นักวิจัยสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศกล่าวว่า จากการวิจัยเรื่องการสูญเสียกำลังคนลูกจ้างสายวิชาชีพ พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด และนักเทคนิคการแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) พบว่า ปัญหาสมองไหลของบุคลากรสุขภาพจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนในปัจจุบันถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ

จากการสำรวจพบว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือการที่ภาครัฐยึดนโยบายใช้งานบุคลากรเหล่านี้ในฐานะลูกจ้างของโรงพยาบาลหรือที่เรียกว่าเป็นลูกจ้างเงินบำรุง ได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาล โดยไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนตั้งแต่ปี 2548 ถือว่าเป็นการลดความมั่นคงในการจ้างงานซึ่งสวนทางกับความต้องการบริการสุขภาพของประชาชน

ดร.กฤษดากล่าวอีกว่าปัจจุบัน สป.สธ.มีลูกจ้างชั่วคราวเงินบำรุงจำนวน 102,833 คนเป็นกำลังคนวิชาชีพสุขภาพถึง 23,843 คนในจำนวนนี้เป็นพยาบาลวิชาชีพ 11,744 คนนักกายภาพบำบัด 626 คนและนักเทคนิคการแพทย์ 755 คนแต่จากการศึกษาสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพระหว่างปี 2548-2552 จากโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป67 แห่งพบว่าภาครัฐไม่สามารถรักษาบุคลากรที่เป็นลูกจ้างเหล่านี้ไว้ได้ นักเทคนิคการแพทย์มีอัตราการลาออกถึง 64.58% ต่อปีนักกายภาพบำบัดลาออก 51.05% และพยาบาลวิชาชีพ40.84% หรือกล่าวได้ว่า ผลิตมาเท่าไหร่ก็ซึมหายไปหมด โดยเป้าหมายปลายทางหลังลาออกส่วนใหญ่เป็นสถานพยาบาลภาคเอกชน

ดร.กฤษดากล่าวต่อว่าลูกจ้างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ 48.68% จะลาออกในปีแรกที่เริ่มทำงานและลาออกต่อไปอีก 25.57% ในปีที่2 และแทบจะไม่เหลือเลยหลังปีที่ 5 ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือพื้นที่ทุรกันดาร เช่น จ.น่าน พยาบาลลาออกถึง 90% ในปีแรกแต่ข้อมูลยังพบว่า หากว่ามีการบรรจุให้เป็นข้าราชการอย่างเช่นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้เป็นพื้นที่พิเศษ แต่กลับสามารถรักษาพยาบาลจบใหม่ที่เป็นข้าราชการไว้ได้ถึง 92.3% หรือหากเปรียบเทียบกับการลาออกของพยาบาลที่เป็นข้าราชการในช่วงเวลาเดียวกันพบว่ามีอัตราการลาออกเพียง 4.45% หรือน้อยกว่าลูกจ้างถึง9.2 เท่า

การไม่สามารถรักษาบุคลากรเหล่านี้ไว้ได้ถือเป็นความสูญเสียของภาครัฐโดยสิ้นเชิงที่ใช้งบประมาณมหาศาลในการลงทุนผลิตบุคลากรเหล่านี้ขึ้นมา แต่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ และยังทำให้เกิดปัญหาการสูญเสียโดยไม่จำเป็น จากปรากฏการณ์การลงทุนซื้อตัวบุคลากร โดยเพิ่มค่าจ้างให้สูงเพื่อดึงดูดบุคลากรทดแทนความไม่มั่นคงในการจ้างงาน เปรียบเสมือนรัฐลงทุนทำอาหารที่เตรียมไว้ให้คนยากจน แต่กลับไปเสิร์ฟให้คนรวยในภาคเอกชน และเลือดเย็นปล่อยให้พื้นที่ที่ขาดแคลนเผชิญกับวิกฤติต่อไป ที่น่าหนักใจคือนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล จะไม่บรรลุเป้าหมาย ทางออกที่ง่ายและเร็วที่สุดคือเร่งบรรจุบุคลากรสุขภาพเหล่านี้ให้เป็นข้าราชการ ดร.กฤษดากล่าว