ไลฟ์สไตล์

ครอบครัวไทย"แหว่งกลาง"เด็กถูกทอดทิ้ง-ผู้สูงอายุพุ่ง

ครอบครัวไทย"แหว่งกลาง"เด็กถูกทอดทิ้ง-ผู้สูงอายุพุ่ง

23 มี.ค. 2554

พายุเศรษฐกิจภายใต้กระแสทุนนิยมโหมซัดใส่สังคมไทยในช่วง 20 ปี ก่อให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานทำมาหากินจากชนบทสู่เมืองกรุงและต่างแดนเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นส่งเสียครอบครัวและลูกๆ ให้ได้อิ่มหนำและเรียนสูงๆ ปู่ย่าตายายพ่อแม่ลูกหลานต้องพลัดพรากกระจัดกระจายไปคนละทิ

ในงานสัมมนา "สองทศวรรษแห่งการพัฒนาของสังคมไทยนัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ" ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการนำเสนอผลวิจัย "ชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนไทยในรอบ 2 ทศวรรษ" โดย รศ.ดร.นิพนธ์  พัวพงศกร นักวิจัยและประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เล่าว่า ทีดีอาร์ไอร่วมกับนักวิจัยจาก ม.ธรรมศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และ ม.เกษตรศาสตร์ ทำวิจัยในช่วงเดือนมีนาคม 2553-มีนาคม 2554 โดยวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ และสัมภาษณ์รายครัวเรือนและบุคคล

 ผลวิจัยพบว่า ในรอบ 2 ทศวรรษตั้งแต่ปีพ.ศ.2529-2552 โครงสร้างครัวเรือนไทยมี "ครัวเรือนอยู่คนเดียว" 2.4  ล้านครัวเรือน "ครัวเรือน 3 รุ่น" ที่มีพ่อแม่ลูกหลานอยู่ด้วยกัน 4 ล้านครัวเรือน โดยมีเด็กในครัวเรือนประเภทนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคน และครัวเรือนที่หลานอยู่กับปู่ย่าตายาย หรือเรียกว่า "ครัวเรือนแหว่งกลาง" มี 2.3 ล้านครัวเรือน ปู่ย่าตายายที่เลี้ยงหลานนั้น ปัจจุบันมีอายุต่ำกว่า 65 ปี และ 22% ของครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอยู่กับเด็กมีฐานะยากจน
 
 จำนวน "ครัวเรือนแหว่งกลาง" หรือเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับปู่ย่าตายายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 5  เท่า โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ สัดส่วนครัวเรือนที่มีเด็กลดลงจาก 44 ครัวเรือนเหลือเพียง 15 ครัวเรือน โดยในครัวเรือนที่มีเด็กจำนวนลูกเฉลี่ยลดลงจาก 6.3 คน เหลือเพียง 1.8 คน และมีเด็กไทยเพียง 6 ใน 10 คนที่ได้อยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่ ที่สำคัญสัดส่วนเด็กที่อยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่ลดลงทุกปีในอัตรา 1.4% โดยเฉพาะในชนบท

 "การที่เด็กมีโอกาสอยู่กับพ่อแม่น้อยลง โดยเฉพาะเด็กในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนแหว่งกลางนั้น มีผลกระทบต่อการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็ก ถ้าเด็กไม่อยู่กับพ่อแม่โอกาสของเด็กผู้ชายจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยลดลง 25% และโอกาสของเด็กผู้หญิงจะเรียนต่อ ม.ปลาย ลดลง 0.2% เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีแรงจูงใจและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้อยกว่าเด็กกลุ่มที่มีครอบครัวพร้อมหน้า อีกทั้งความแตกต่างด้านฐานะทางเศรษฐกิจ ความประพฤติและการศึกษาของพ่อแม่ก็มีผลด้วย รวมทั้งจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันครัวเรือนที่มีแต่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันมีถึง 1 ล้านครัวเรือน" รศ.ดร.นิพนธ์แจกแจง

 อย่างไรก็ตาม ภาพรวมชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นเกือบทุกด้าน ทั้งการศึกษา รายได้ สวัสดิการ โดยครัวเรือนที่หัวหน้าครอบครัวย้ายถิ่นไปทำงานในต่างจังหวัด กรุงเทพฯ ส่งรายได้กลับมาให้ครอบครัวโดยเฉลี่ยปีละ 44,362 บาทต่อคน แต่ยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และทรัพย์สินยังทรงตัวในระดับสูง ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยากจนถาวรโดยกลุ่มคนจนมากที่สุดจาก 20% ของคนรายได้น้อยที่สุดในประเทศมีรายได้เฉลี่ยน้อยกว่าที่กลุ่มคนรวยที่สุดจาก 20% ของคนรายได้มากที่สุดในประเทศถึงเกือบ 11.9เท่า
 
  ผลวิจัยนี้มีข้อเสนอนโยบายต่อรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจต้องลดความผันผวนทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้โดยปฏิรูปโครงสร้างภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน หุ้นและมรดก ขยายฐานภาษีเงินได้ ซึ่งควรเน้นภาษีทรัพย์สินมากกว่า สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม ดูแลหนี้ในระบบเป็นหลัก เพราะขณะนี้มีการกู้หนี้ในระบบมากเกินไป รวมทั้งต้องควบคุมราคาสินค้าในภาพรวม

 "ด้านสังคมให้รัฐบาลสนับสนุนให้ครอบครัวที่มีความพร้อมมีลูกเพื่อลดปัญหาจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยลดหย่อนภาษีรายได้สำหรับผู้มีบุตรอัตราในอัตราก้าวหน้าและแม่ที่ต้องทำงาน สวัสดิการช่วยเหลือการมีลูก การให้โอกาสทำงานของผู้สูงอายุ การเตรียมทรัพยากรด้านดูแลสุขภาพกายและจิตใจ และด้านการศึกษาเน้นคุณภาพมากกว่าการขยายโอกาสการศึกษา ส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทช่วยดูแลกลุ่มเด็กยากจนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ควรพิจารณาจะยุบโรงเรียน หรือย้ายครูดีไปสอนตามโรงเรียนในชนบทหรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ" รศ.ดร.นิพนธ์อธิบายทิ้งท้าย

 ธรรมรัช กิจฉลอง