
อกิริยาทิฏฐิ-อเหตุกทิฏฐิ
ในยุคปัจจุบันที่ชาวโลกไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ฆ่าสัตว์ทีละมากๆ เป็นจำนวนหมื่นๆ แสนๆ ล้านๆ ตัว เพื่อเป็นอาหารก็ตาม และ/หรือ แม้การฆ่าสัตว์ที่กำลังเริ่มจะเกิดโรคระบาด ทีละมากๆ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค ด้วยวิธีการอันทารุณโหดร้าย เช่น การเผาหรือฝังทั้งๆ ที่ส
สำหรับผู้เจตนาฆ่าสัตว์ที่มีคุณมาก เช่น ฆ่ามนุษย์ หรือเจตนาฆ่ามวลชนเป็นจำนวนมากด้วยความเห็นผิด ชื่อว่า “มิจฉาทิฏฐิ” เช่น ผู้สั่ง หรือ ผู้บังคับบัญชา โดยตรง หรือ โดยอ้อมให้เขาฆ่าก็ตาม และ/หรือ ผู้ปฏิบัติตามได้ลงมือฆ่ามนุษย์หรือมวลชนด้วยตนเองแม้จะได้ปกปิด-อำพราง หรือเปิดเผย ก็ตาม ด้วยความเห็นหรือโดยสำคัญว่า ไม่มีใครล่วงรู้เห็น ก็ไม่เป็นไร ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า “อกิริยาทิฏฐิ”
โดยความเห็น หรือสำคัญว่า แม้ตนเอง จะเป็นผู้สั่งให้ฆ่า หรือ เป็นผู้บังคับบัญชา หรือ ผู้ลงมือฆ่า ก็ตาม ตนเองก็มิใช่เป็นต้นเหตุ แต่เพราะพวกถูกฆ่าเหล่านั้นเป็นผู้ทำไม่ดีเอง เป็นต้น ดังนี้ชื่อว่า “อเหตุกทิฏฐิ”
และ/หรือ โดยความเห็น หรือ สำคัญว่า ถึงตนเองได้เป็นผู้สั่ง หรือ เป็นผู้บังคับบัญชา หรือ เป็นผู้ลงมือฆ่าเอง ก็ไม่มีผลเป็นโทษ หรือ เป็นบาปอะไร ดังนี้เป็นต้น นี้ชื่อว่า “นัตถิกทิฏฐิ”
ผู้กระทำปานาติปาต ได้แก่ ฆ่ามนุษย์หรือมวลชนด้วยกิริยาต่างๆ ด้วยความเห็นผิด เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นบาปกรรมหนักยิ่งกว่า “อนันตริยกรรม” มีโอกาสได้รับผลกรรมหนักทันตาเห็นในภพชาตินี้มากยิ่ง เมื่อตายลงนอกจากจะไปเกิดเป็นสัตว์นรกในขุมต่างๆ ตามกรรม อาจถึงอเวจีมหานรกแล้ว ยังต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกโลกันต์รับกรรมหนักใน “โลกันตนรก” อยู่นอกจักรวาลอีก นานนับกัปนับกัลป์ไม่ถ้วน
พระพุทธญาณของพระพุทธเจ้าอันเห็นได้แจ้งชัดว่า กาลที่สัตว์นรกโลกันต์จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นกำหนดไม่ได้แล้ว คือ ไม่เห็นโอกาสที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแม้จะได้เคยประกอบการบุญกุศลในระดับมนุษย์ธรรมไว้ในอดีตกาลแล้วก็ตาม จึงเป็นภัยในวัฏฏะที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เพราะเหตุนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสให้งดเว้นเจตนาฆ่าสัตว์เสีย รวมทั้งการทุบตี การทำร้ายหรือการทรมานให้ผู้อื่นบาดเจ็บ ทุกข์ร้อน หรือพิกลพิการ ก็ให้งดเว้นอีกด้วยเช่นกัน
"พระราชญาณวิสิฐ (หลวงป๋า)"



