
วธ. เสนอพระพันวัสสาบุคคลสำคัญโลก
วธ. เสนอ พระพันวัสสา บุคคลสำคัญของโลก นิพิฏฐ์เผย ทรงมีพระราชอัจฉริยภาพนานัปการ ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์พัฒนาวัฒนธรรม พร้อมส่งเอกสารเสนอพระนามาภิไธย ต่อ ยูเนสโกแล้ว คาดประกาศผล ต.ค. นี้
เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เชิญชวนให้ประเทศสมาชิกเสนอชื่อบุคคลสำคัญ หรือผู้มีผลงานดีเด่น และเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ช่วยเพิ่มพูนคุณค่าทางวัฒนธรรม ส่งเสริมความเข้าใจ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพื่อประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี 2555 - 2556 ขณะนี้ วธ. ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า หรือ สมเด็จพระพันวัสสา เสนอเป็นบุคคลสำคัญผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์พัฒนาวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพครบ 150 ปี วันที่ 10 กันยายน 2555 ซึ่งขณะนี้ วธ. ได้ส่งเอกสารประกอบการเสนอพระนามาภิไธย สมเด็จพระพันวัสสา ไปยังยูเนสโกเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะประกาศรายชื่อยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ประมาณเดือนตุลาคม 2554
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า สมเด็จพระพันวัสสา มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่4) และเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ทรงพระราชสมภพ วันที่ 10 กันยายน 2405 และทรงเป็นพระภรรยาเจ้า ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) อีกทั้งทรงเป็นพระบรมราชชนนี ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือ พระราชบิดาแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ด้วย
ทั้งนี้การเสนอสมเด็จพระพันวัสสา เป็นบุคคลสำคัญของโลกต่อยูเนสโก เนื่องจากได้พิจารณาเห็นว่า พระองค์ทรง มีพระอัจฉริยภาพ และพระราชกรณียกิจนานัปการ อาทิ ทรงอบรมกล่อมเกลา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้ทรงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุขของไทย จนได้รับการถวายพระสมัญญาว่า พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและสาธารณสุขของไทย และทรงอบรมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ให้ทรงสนพระทัยเรื่องการศึกษาของสตรี จนได้ตั้งโรงเรียนสำหรับสตรี ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อว่า พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ด้านการศึกษา การพัฒนาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรม อาทิ พระราชทานพระราชทรัพย์พัฒนาระบบการศึกษาและซ่อมแซมอาคารเรียน อาทิ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) โรงเรียนวรนารีเฉลิม จ.สงขลา และปี 2478 พระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสร้างตึกอลัมเบต์ โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพฯ และปี 2469 สมเด็จพระพันวัสสา ทรงร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ (พระธิดา) ก่อตั้งโรงเรียนราชินี บริเวณถนนเขียวไข่กา บางกระบือ บนพื้นที่ 4 ไร่ โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ปัจจุบันคือโรงเรียนราชินีบน
นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนด้านศาสนาพระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์เป็นทุนการศึกษาบำรุง มหามกุฎราชวิทยาลัย สถาบันการศึกษาของพระสงฆ์ รวมทั้งจัดพิมพ์หนังสือธรรมะชาดกต่างๆ และพระราชทานให้โรงเรียน ขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทรงช่วยเกื้อหนุนการรักษาพยาบาลผ่านพระราชกรณียกิจด้านสภากาชาดไทย รวมทั้งจัดตั้งสถานรักษาพยาบาลที่ ต.ศรีราชา ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และการพระราชทานความช่วยเหลือและพระราชทานทรัพย์แก่โรงพยาบาลศิริราชอย่างต่อเนื่อง
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ทางด้านการอนุรักษ์พัฒนาวัฒนธรรม พระองค์ทรงมีพระปรีชาด้านงานฝีมือเย็บปักถักร้อย และการทอผ้า ได้ทรงจัดตั้งโรงเย็บผ้า ณ พระที่นั่งทรงธรรม สวนศิวาลัย จนสามารถพัฒนางานให้เป็นอาชีพให้แก่กลุ่มสตรีและข้าราชบริพาร โดยปี 2436 ได้ส่งผลงานหัตถกรรมของสตรีไทย ไปจัดแสดงในงานศิลปหัตถกรรมของสตรี ณ พิพิธภัณฑ์เวิร์ลด์โคลัมเบียน นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา และส่งผลให้ประเทศไทยได้รับรางวัลจากการประกวดผลงาน 101 รายการ โดยมีสิ่งของที่ทรงจัดหาและผลงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระพันวัสสา 21 รายการ อาทิ ผ้ากรองทอง ผ้าห่มปักทองแล่ง ผ้าปักสำหรับทำฉาก ฉากพับปักไหม เจียระบาดปักเลื่อม ลายปักสำหรับติดหลังสมุดภาพ ลายปักรองเท้า และสมุดภาพปัก เป็นต้น



