ไลฟ์สไตล์

พัทยา  มิวสิคเฟสฯ

พัทยา มิวสิคเฟสฯ

22 มี.ค. 2554

ช่วงเดือนนี้ผมเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อไปแสดงเกือบทุกสัปดาห์ ว่ากันมาตั้งแต่สัปดาห์แรกที่หัวหิน ต่อด้วยหาดใหญ่และล่าสุดที่พัทยาซึ่งก็คืองาน พัทยา มิวสิก เฟสติวัล ส่วนสัปดาห์หน้าในวันเสาร์ผมก็จะไปเล่นในงานรณรงค์ลดโลกร้อน แต่เป็นที่กรุงเทพฯ และถัดไปต้นเดือ

 แต่อย่างไรก็ตามผมก็ชอบที่จะเขียนถึงในสถานที่ไปแสดงมา เพราะว่าในเมืองไทยของเราตามจังหวัดต่างๆ เกือบทั่วทุกที่นั้น มีสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งจะว่าไปจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีใครจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่สำคัญของจังหวัดหรือเมืองต่างๆ ในบ้านเราเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นในฉบับนี้ก็ต้องขออนุญาตเขียนถึงเมืองพัทยาสักนิด เนื่องจากว่าผมเองก็ยังไม่เคยเขียนถึง แต่ก็จะเอาเป็นเพียงน้ำจิ้มเล็กๆ น้อยเท่านั้น และต่อจากนั้นก็จะเป็นบรรยากาศในงาน พัทยา มิวสิก เฟสติวัล ซึ่งได้ผ่านไปไม่กี่วัน แบบสดๆ ร้อนๆ นั่นเอง

 พัทยาหรือเมืองพัทยาถือว่า เป็นเขตปกครองพิเศษของ จ.ชลบุรีนั้น ได้มีพระราชพงศาวดารกล่าวเอาไว้ว่า ในสมัยที่ พระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนั้นยังเป็น พระยากำแพงเพชร ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาที่ถูกพวกพม่ารุกราน และคงมิอาจต้านทานได้ จึงได้รวบรวมพลจำนวนหนึ่งตีฝ่าทหารพม่าออกมาตั้งหลัก และหมายมั่นว่าวันใดกองทัพมีความเข้มแข็งก็จะมาตีเอากรุงศรีอยุธยากลับคืน จึงได้พาเหล่าทหารสู้พลางถอยพลางมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และจะมุ่งหน้าไปเมืองจันทบุรี และในระหว่างทางที่ตำบลนาเกลือได้รู้จักกับนายกลม ซึ่งมีไพร่พลอยู่หมื่นกว่าคน เข้ามาสวามิภักดิ์และนายกลมผู้นี้ได้นำทัพหน้าออกเดินทางมายังเมืองสัตหีบ และได้หยุดพักแรมที่บริเวณหาดจอมเทียน ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า ตำบลนาจอมเทียน ซึ่งต่อมาภายหลังชาวบ้านจึงได้เรียกตำบลนั้นว่า ทัพพระยา ซึ่งหมายถึงเป็นทัพของพระยากำแพงเพชรที่ได้มาพักแรมที่นั่น ซึ่งต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนมาเรียกชื่อใหม่จาก ทัพพระยามาเป็น พัทธยา ซึ่งมีความหมายว่าลมทะเลที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และต่อมาพัทธยาจึงได้เปลี่ยนมาเป็น พัทยา จนถึงทุกวันนี้

 เป็นอย่างไรบ้างครับ  เมืองพัทยาที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักแต่มีตำนานเก่าแก่ที่เกี่ยวโยงไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เมืองพัทยาในสมัย 50 กว่าปีที่แล้วเป็นเพียงแค่สถานที่พักตากอากาศธรรมดา แต่หลังจากปีพ.ศ.2502 ได้มีทหารอเมริกันมาตั้งฐานทัพในจ.นครราชสีมา และได้ผลัดเปลี่ยนกันมาพักผ่อนตากอากาศครั้งละหลายร้อยคนที่พัทยา ซึ่งทำให้พัทยานั้นได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเหมือนในแบบปัจจุบัน หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าเหล่าทหารอเมริกันในสมัยนั้นที่คนไทยยุคก่อนชอบเรียกว่า พวกจีไอ จะนิยมนั่งดื่มสุราหรือเบียร์ในสถานที่ที่เป็นผับหรือไนต์คลับ พัทยาจึงได้เปลี่ยนไปตามความต้องการของทหารอเมริกันเหล่านั้น และจนถึงทุกวันนี้ก็ได้พัฒนากลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันดี

 เอาละครับคราวนี้ก็มาถึงเทศกาลหรืองานที่จัดกันเป็นประจำ ซึ่งนอกจากงานสงกรานต์ที่นิยมเรียกว่างานประเพณีวันไหลแล้ว ก็ยังมีงานเทศกาลดนตรีที่เรียกว่า พัทยา มิวสิก เฟสติวัล ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาถึงปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 10 ซึ่งครั้งนี้ ตัวผมและวงดนตรีร่วมสมัยของผมได้รับเชิญจากบริษัทแกรมมี่ให้มาร่วมแสดงในช่วงพิธีเปิด ร่วมกับศิลปินนักร้องพี่น้องสุดฮิตของเมืองไทยก็คือ กอล์ฟ ไมค์ และยังมี 3 พี่น้องไวโอลินกับเชลโล  วง Vietrio มาร่วมกันบรรเลง บทเพลงพระราชนิพนธ์ใกล้รุ่ง ซึ่งเรียบเรียงโดย คุณเพชร มาร์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นนักเรียบเรียงและแต่งเพลงมือหนึ่งของแกรมมี่ก็ว่าได้ ส่วนการแสดงทุกคนก็ถือว่าทำได้ดี ซึ่งหลายท่านอาจจะได้ชมการถ่ายทอดแห้งในช่วงตอนดึกของคืนวันเดียวกันนั้น

 ในครั้งนี้ก็ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมตีระนาดกับนักร้องขวัญใจวัยรุ่นมากที่สุดในยุคนี้ก็ว่าได้ ซึ่งหลังจากการแสดงในช่วงให้สัมภาษณ์บนเวที คุณกอล์ฟได้กล่าวว่า ตอนนี้เขา 2 คนได้แยกกันทำงานเพลงแล้ว เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ให้ผมคิดไปเองว่า  ต่อไปนี้ บนเวทีถ้ามีกอล์ฟก็จะไม่มีไมค์ หรือถ้ามีไมค์ก็จะไม่มีกอล์ฟ และคุณกอล์ฟก็กล่าวต่อไปอีกว่า เราแยกกันทำงานเฉยๆ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน ซึ่งผมได้ยินแล้วก็ได้คิดในใจต่อไปอีกว่า เอ่อ..แล้วจะแยกกันทำไม น้องรู้หรือเปล่าโบราณเขาบอกว่า หนึ่งคนหัวหายสองคนเพื่อนตาย หรืออาจจะเป็น รวมกันเราอยู่แยกกันเราตาย ก็ได้นะ แต่ก็เอาเถอะ ยังไงผมก็ชื่นชมทั้งสองคนพอๆ กันแหละครับ  ก็เลยเอารูปมาฝากให้ดูกันว่า กอล์ฟกับไมค์ ใครจะหล่อกว่ากัน อิอิ....สวัสดี

"ขุนอิน"