ไลฟ์สไตล์

ม.มหิดลพัฒนาอุปกรณ์รักษาอัมพาตติดขั้วไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อขาให้ตื่นตัว

ม.มหิดลพัฒนาอุปกรณ์รักษาอัมพาตติดขั้วไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อขาให้ตื่นตัว

20 มี.ค. 2554

ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการเสพสุราของมึนเมารวมถึงสิงห์รมควันทั้งหลายไม่ได้เป็นสร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว หลายคนไม่ทันนึกว่าโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังสารพัดยังสร้างปัญหาขาดดุลการค้า และขาดดุลเงินตราบานเบอะจากการนำเข้าเครื่องมือแพทย์

 จิรวัฒน์ จิตประสูติวิทย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ผลจากการดื่มเหล้าสูบบุหรี่ควันโขมง เป็นโรงสีคือบ่อเกิดของโรคไขมันในเลือดสูง และมีผลทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตัน กระทั่งตีบหรือแตกแบบเฉียบพลันจนเกิดเป็นโรคอัมพาตตามมาได้ สุดท้ายประเทศต้องนำเข้าวิวัฒนาการทางการแพทย์เพื่อการรักษาโรคปีละหลายหมื่นล้านบาท

 “จากข้อมูลอ้างอิงของสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชาชนอยู่ประมาณ 4 แสนรายที่มีประวัติป่วยเป็นอัมพาตและปลายเท้าตก ทำให้ต้องนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรักษาอาการที่จำเพาะโรคเป็นมูลค่าสูงมากในแต่ละปี” ผู้วิจัย กล่าว

 จากปัญหาดังกล่าวทำให้จิรวัฒน์และเพื่อนร่วมทีมวิจัยเกิดแนวคิดที่จะออกแบบและพัฒนาระบบควบคุมการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพื่อเป็นอุปกรณ์เสริมในการรักษาสำหรับผู้ป่วยอัมพาตที่ปลายเท้าตกขึ้นมา เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีต่างชาติซึ่งมีราคาถึง 1.5-2 แสนบาทต่อเครื่อง

 ปกติคนที่เป็นอัมพาตจะเป็นทีละซีกของร่างกายทำให้ลุกไปไหนไม่ได้ และต้องทำกายภาพบำบัดควบคู่กับการกินยารักษา ซึ่งแพทย์หรือนักกายภาพมักเลือกที่จะบำบัดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อน เพื่อให้คนไข้กลับมามีแรงเดินและช่วยเหลือตัวเองได้อย่างดีที่สุด
 
  จิรวัฒน์ บอกว่า การบำบัดแต่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เมื่อผ่านไปนานๆ จะทำให้ร่างกายของคนไข้ขาดการบำบัดกล้ามเนื้อปลายเท้าหรือปลายขา ซึ่งมากกว่า 50% ของคนไข้ที่ผ่านการรักษาและการบำบัดมาแล้วมักเกิดภาวะปลายเท้าตกในเวลาต่อมา

 นั่นจึงเป็นเหตุพอเพียงพอที่กระตุ้นให้ทีมวิจัยของจิรวัฒน์ช่วยกันพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อ สำหรับเป็นทางเลือกในการรักษาและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาให้แก่คนไข้ทุกคน

 ทีมวิจัยพัฒนาตัวฮาร์ดแวร์ทำหน้าที่ประมวลผลระบบการทำงานของสมองผ่านขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กนำมาแปะบนผิวหนัง ด้วยเหตุผลที่เข้าใจดีว่าโดยธรรมชาติของคนไข้ มักไม่ชอบใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้คนอื่นมองเห็นได้ชัด ด้วยความอายว่าตัวเองป่วย หรือกลัวคนจะรู้ว่าเป็นอะไร

 เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ทีมวิจัยมหิดลพัฒนาได้จึงเป็นแบบไร้สาย มีขนาดเล็ก สามารถสวมไว้บริเวณใต้เข่า ซึ่งถือเป็นจุดที่ยังมีเส้นประสาทมาเลี้ยงกล้ามเนื้อขาให้เคลื่อนไหวได้และยังได้พัฒนาเซ็นเซอร์แบบสัมผัสเพื่อตรวจสอบการเดินของคนไข้ใส่ไว้บริเวณส้นเท้าของคนไข้ด้วย

 เซ็นเซอร์จะทำหน้าที่ตรวจสอบแรงกดของส้นเท้าและส่งข้อมูลกลับไปยังอุปกรณ์กระตุ้นที่อยู่บริเวณใต้หัวเข่าเพื่อตรวจสอบส้นเท้าว่ามีแรงกดหรือไม่ หากไม่มีแรงกดอุปกรณ์จะสั่นด้วยความถี่ 50 เฮิร์ตซ์หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์และนักกายภาพบำบัด เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมีความรู้สึกเร็วขึ้น

 เครื่องกระตุ้นฯ ดังกล่าวใช้พลังงานจากแบตเตอรี่มือถือ มีสัญญาณเตือนเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ซึ่งทีมวิจัยประเมินแล้วหากมีการต่อยอดเชิงพาณิชย์ราคาเครื่องน่าจะอยู่ในหลักพันไม่เกินหมื่นบาท

 อุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างถูกนำไปทดสอบใช้งานจริงกับคนไข้อาสาสมัคร 10 รายที่สถาบันประสาทวิทยา และคลินิกกายภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับรับคำแนะนำในการต่อยอดจากผู้ใช้งานจริง ซึ่งแผนต่อไปทีมวิจัยจะนำอุปกรณ์ดังกล่าวมาปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลง และใช้งานง่ายขึ้น เพื่อส่งต่อให้ภาคเอกชนนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ลดการนำเข้าอย่างจริงจัง

 ทั้งนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าวคว้ารางวัลชนะเลิศการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย หรือ NSC 2011 ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้

กานต์ดา บุญเถื่อน