
นักรังสีเทคนิค-เภสัชเตือนอย่าตื่นรังสี
นักรังสีเทคนิคม.มหิดลเตือนคนไทยอย่าตื่นกัมมันตภาพรังสี ยันไม่ต้องกินไอโอดีนป้องกัน
เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2554 นายมานัส มงคลสุข หัวหน้าวิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวทำความเข้าใจกับประชาชนกรณีกัมมันตภาพรังสีจากประเทศไทยญี่ปุ่น และ ข่าวการแห่ซื้อยาทาแผลเบทาดีนซึ่งเชื่อว่าจะป้องกันการเป็นพิษของต่อมไทรอยด์จากรังสี กล่าวว่ากรณีเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด หากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิด สารกัมมันตภาพรังสีจะกระจายออกในลักษณะฝุ่นละอองปลิวตามกระแสลม หากพัดไปทางทิศตะวันออกค่อนไปทางเหนือ ประเทศที่รับผลกระทบคือประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ห่างจากญี่ปุ่น 8,000 กิโลเมตร โดยมีมหาสมุทรคั่น ใช้เวลา 48 ชั่วโมงก็ไปถึง
หากกระแสลมพัดมาทางใต้ หรือ ประเทศไทยซึ่งอยู่ห่าง 5,000 กิโลเมตร แต่ต้องผ่านแผ่นดิน ภูเขา ทะเล ซึ่งก็จะทำฝุ่นละอองกัมมันตรังสีมาถึงช้าลง และความเข้มข้นของรังสีจางลง โดยไอโอดีนจะมีครึ่งชีวิต 8 วัน ซึ่งหมายความว่า ไอโอดีนที่จุดเริ่มต้น 100 ผ่านไป 8 วันจะลดลงเหลือ 50 ผ่านไปอีก 8 วัน จะลดลงเหลือ 25 ซึ่งคาดว่าเมื่อถึงเมืองไทย อาจจะมีความเข้มข้นสูงกว่า 0.2 ไมโครซีเวิร์ดต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นระดับปกติที่ร่างกายเรารับได้ เล็กน้อย จึงไม่อยากให้คนไทยต้องตื่นตระหนกเกินไป
น.ส.จุฑามณี สุทธิสีสังข์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวว่าสำหรับกรณีการแห่ซื้อยาเบทาดีนและยาเม็ดไอโอดีนนั้น ยาเม็ดไอโอดีน จำเป็นสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีสารกัมมันตรังสี กิน 1 เม็ดจะป้องกันได้ 1 วันหรือ 24 ชั่วโมง เมื่อกินแล้วตัวยาเข้าสู่กระแสเลือดก็จะมีการดูดซึมไปเก็บไว้ที่ต่อมไทรอยด์ แต่ก็ไม่ควรกินติดต่อกันนานเกินไป และเป็นอันตรายต่อผู้ที่แพ้อาหารทะเล โรคหัวใจ เป็นต้น
"สำหรับคนไทยซึ่งอยู่ห่างจากญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเม็ดไอโอดีน ส่วนยาเบทาดีนเป็นชื่อทางการค้า ชื่อสามัญคือ โพวีโดนไอโอดีน ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แม้จะมีไอโอดีนก็จริงแต่ใช้ทา ซึ่งไม่ว่าจะทาบริเวณใด เช่น หน้าท้อง หรือ คอ ก็จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดหมุนเวียนในร่างกายก่อน แล้วจึงถูกดูดซึมไปที่ต่อมไทรอยด์ และร่างกายจะได้รับจำนวนไอโอดีนได้ไม่แน่นอน วิธีมาตรฐานสำหรับการรับไอโอดีนคือการรับประทาน ซึ่งสถานการณ์ของคนไทยในขณะนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกินหรือทา" น.ส.จุฑามณี กล่าว



