ไลฟ์สไตล์

ผู้เชี่ยวชาญฟันธงแท่งเชื้อเพลิงอยู่ปกติ

ผู้เชี่ยวชาญฟันธงแท่งเชื้อเพลิงอยู่ปกติ

18 มี.ค. 2554

ผู้เชี่ยวชาญทางนิวเคลียร์ยืนยัน "แท่งเชื้อเพลิง" ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นยังอยู่ปกติโดยไม่ได้หลอมละลายอย่างเป็นที่เป็นข่าว ชี้แนวทางแก้ปัญหายังคงเป็นไปตามมาตรการความปลอดภัยของไอเออีเอ ติงสื่ออย่าหลงเชื่อข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศ แนะรับข้อมูลที่ถูกต

 ผศ.ปรีชา การสุทธิ์ อดีตนายกสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงถึงวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นว่า ความรุนแรงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอร์แลนด์ ที่ปรับระดับภาวะฉุกเฉินไปถึงระดับ 5 จากแท่งเชื้อเพลิงยูเรเนียมหลอมละลาย 50% โดยมีระดับกัมมันตรังสีแพร่ออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกบางส่วน แต่ไม่ทำให้ประชาชน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเจ้าหน้าที่เสียชีวิต เนื่องจากสามารถควบคุมให้รังสีให้อยู่ภายในอาคารได้ในที่สุด

 ขณะที่อุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิม่า ได้ปรับระดับความรุนแรงขึ้นไปที่ระดับ 4 เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิง แต่เกิดจากการชำรุดของท่อส่งน้ำบางส่วนที่มีรอยรั่ว และได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้มีสารกัมมันตรังสีแพร่ออกสู่ภายนอก

 ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ตั้งข้อสังเกตว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมาย 1,2,3 และ 4 ที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 40 ปี และมีกำหนดการปลดระวางในเดือนมีนาคม แต่ทางผู้เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะปรับปรุงเทคโนโลยีและเดินเครื่องต่อไปอีก 10 ปีหรือไม่

 “ผมยืนยันว่าแท่งเชื้อเพลิงยังไม่มีการหลอมละลาย และแพร่กระจายรังสีไปในบริเวณกว้าง อย่างที่เข้าใจ ดังนั้นพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าระยะมากกว่า 30-40 กิโลเมตร ยังคงปลอดภัยจากกัมมันตรังสี” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ กล่าว

 เขายอมรับว่า การนำเสนอข่าวไปยังประชาชนอาจสร้างความสับสน เนื่องจากข้อมูลวิชาการเฉพาะด้าน ดังนั้น การใช้คำศัพท์ หรือสื่อความหมายผิด แม้ข้อมูลที่ได้จะมาจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้กับประชาชนได้ เช่น การประกาศออกไปว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด แท้จริงแล้วการระเบิดเกิดขึ้นจากปฏิกิรายาของไฮโดรเจน ไม่ใช่การระเบิดของแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์แต่อย่างใด

 ประเทศญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้าทั้งสิ้น 54 โรง ที่ผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ สร้างขึ้นบนมาตรฐานความปลอดภัยที่ทั่วโลกยอมรับ เนื่องจากต้องรองรับทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิ โดยเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้ในโรงไฟฟ้าฟูคุชิมะ ทั้ง 6 โรง คือ ระบบปฏิกรณ์น้ำเดือด หรือน้ำภายใต้ความดัน BWR อาศัยหลักการพาความร้อนไปหมุนกังหันลมผลิตไฟฟ้า ภายใต้การควบคุมที่รัดกุม ซึ่งทั่วประเทศญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ติดตั้งระบบนี้อยู่ราว 20 โรง และทันทีที่เกิดเหตุการณ์มีเพียงโรงไฟฟ้าฟูกูชิม่า-ไดอิชิ เท่านั้นที่เกิดอุบัติเหตุ

 “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่สร้างขึ้นเพื่อผลิตในไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ถูกออกแบบให้มีความปลอดภัย โดยมีมาตรการป้องกันหลายชั้น ต่างจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ แต่เป็นสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเจตนาอื่น” ผู้เชี่ยวชาญอธิบาย และว่าในกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าหมายเลข 1 เรียกว่าเป็นเทคโนโลยี BWR ดีไซน์แรกในยุคที่ 2 ซึ่งเหลืออยู่เพียงโรงเดียวในโลก ขณะที่โรงไฟฟ้าหมายเลข 6-10 เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่

 อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าถูกสั่งให้หยุดโดยอัตโนมัติ อีกทั้งระบบไฟฟ้าถูกตัดขาด ทำให้ปั๊มน้ำช่วยระบายความร้อนแท่งเชื้อเพลิงไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แก้ปัญหาโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล ทำงานแทน แต่ผลจากสึนามิทำให้ระบบผลิตไฟฟ้าสำรองได้รับความเสียหาย จึงจำเป็นต้องใช้น้ำทะเลช่วยระบายความร้อน ประกอบกับสารโบรอนช่วยยับยั้งปฏิกิริยานิวเคลียร์ แม้จะแลกด้วยความเสียหายของระบบจากน้ำทะเลที่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งแผนทั้งหมดได้วางไว้ล่วงหน้าก่อนเหตุการณ์จริง

 ทั้งนี้ สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในกระบวนการลดความร้อนของแท่งเชื้อเพลิง คือการเกิดปฏิกิริยาการระเบิดของไฮโดรเจน เนื่องจากการสะสมความร้อนในขณะที่ความดันสูงขึ้น ในขณะที่ โรงไฟฟ้าหมายเลข 4,5 และ 6 หยุดเดินเครื่องมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2553 โดยอยู่ระหว่างการบำรุงรักษา เปลี่ยนแท่งเชื้อเพลิงใหม่ ที่ยังคงต้องรักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับปกติเหนือแท่งเชื้อเพลิง โดยระหว่างที่เกิดไฟไหม้อาคารโรงไฟฟ้าหมายเลข 4 นั้น ไม่มีแท่งเชื้อเพลิงอยู่ในเตาปฏิกรณ์ เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนเชื้อเพลิง

 “กระบวนการทั้งหมดยังคงอยู่ในอาคาร และไม่มีการหล่อมละลายของแท่งเชื้อเพลิง ตลอดจนการระเบิดของนิวเคลียร์อย่างที่เข้าใจ ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ยังควบคุมระดับน้ำเหนือแท่งเชื้อเพลิงได้อยู่ ซึ่ง ณ ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่ที่เสียสละชีวิตกว่า 300 คน เข้าไปซ่อมแซมท่อน้ำที่เสียหายเพื่อให้การระบายความร้อนกลับสู่ภาวะปกติ” เขากล่าวในฐานะอดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดดภัยทางนิวเคลียร์ Nuclear save guard ให้กับ IAEA เมื่อ 20 ปี ก่อน ตลอดจนมีประสบการณ์ตรงในการตรวจสอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูคูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

 เขากล่าวต่อว่า ปริมาณกัมมันตรังสีที่ตรวจพบในบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนหนึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของธาตุกับนิวตรอนที่ทำให้เกิดรังสีชนิดต่างๆ ซึ่งแต่ละชนิดมีอายุต่างกัน บางตัวมีครึ่งชีวิตแค่ 7 วินาที เช่น กัมมันตรังสีที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของออกซิเจน

 ตัวอย่างเช่น ซีเซียม-137 เกิดจากโลหะผสม เช่น ทองแดง เหล็ก ในท่อที่ปนเปื้อนมากับน้ำ และมีอายุอยู่ได้นาน 30 ปี ในขณะที่ ไอโอดีน-131 เกิดจากยูเรเนียมทำปฏิกิริยากับนิวตรอน ทำให้เป็นแก๊สที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำ โดยมีครึ่งชีวิตที่ 8 วัน หรืออยู่ได้ 1-2 เดือน

 ขณะที่กัมมันตรังสีส่วนหนึ่งมาจากแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว ซึ่งเก็บไว้ในอาคารภายใต้ระดับน้ำ จะต้องใช้เวลา 5 ปี ในการลดปริมาณรังสี โดยระหว่างที่เกิดอุบัติเหตุอาจทำให้รังสีส่วนหนึ่งรั่วไหลออกมาด้วย และจะเคลื่อนไปตามทิศทางลม และสลายไปตามครึ่งชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัด

 “การที่คนจะหลีกเลี่ยงจากรังสีไม่ให้ร่างกายได้รับเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะรังสีมีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมนุษย์เรารับรังสีมากกว่าที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว และว่า  เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นยังอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ โดยข้อมูลที่เชื่อถือได้ต้องได้รับจากหน่วยงานราชการที่ญี่ปุ่น และศูนย์อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ ที่กรุงเวียนนา หรือ IAEA เท่านั้น