ไลฟ์สไตล์

เปิดใจเรียนรู้และอยู่ร่วมให้โอกาสพัฒนาเด็กพิการ

เปิดใจเรียนรู้และอยู่ร่วมให้โอกาสพัฒนาเด็กพิการ

18 มี.ค. 2554

"เริ่มแรกศูนย์การศึกษาพิเศษ มสด.มีเด็กพิเศษเพียง5 คนแต่เมื่อพัฒนาเด็กทั้ง 5 คนได้ กลับพบปัญหาในการศึกษาต่อระดับอนุบาล ครูไม่เข้าใจว่าเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติได้อย่างใด จึงสร้างความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติของครู ขึ้นใหม่

 เด็กพิเศษ พิการ มีศักยภาพที่จะเรียนร่วม ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น จนกระทั่งวันนี้ เด็กพิการ เด็กพิเศษ มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กพิการทุกรูปแบบได้เรียนที่มสด. " รศ.ดร.สุวิมล อุดมพิริยะศักย์" ประธานหลักสูตรการศึกษาพิเศษคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต (มสด.) ผู้ริ่มเริ่มพัฒนาหลักสูตรการศึกษาพิเศษตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มแก่เด็กพิการและครอบครัว กล่าว

งานการศึกษาพิเศษของมสด.จัดตั้งขึ้นปี2512 เป็นหน่วยงานทดลองโครงการการศึกษาพิเศษโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ ปี 2513 รับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมาเรียนร่วมกับเด็กปกติ ต่อมารับเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เด็กออทิสติก ให้เด็กทั้งสองกลุ่มได้รู้จักปรับตัวและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

การดูแลเด็กพิเศษต้องเริ่มที่การให้บริการช่วยเหลือ ระยะแรกเริ่มเด็กพิการและครอบครัว(Early Intervention Center : EI) หรือศูนย์อีไอโดยมุ่งเน้นให้ความรู้และทักษะ การเลี้ยงดูแก่ผู้ปกครองให้นำกลับไปทำต่อที่บ้าน เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อ การใช้ภาษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมเตรียมความพร้อมด้านวิชาการให้แก่เด็ก ๆ ก่อนที่จะเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติ โดยโปรแกรม EI เป็นโปรแกรมระดับโลกที่หลายๆประเทศมุ่งใช้พัฒนาการให้บริการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบเริ่มแรกของการพัฒนาเด็ก ต้องพัฒนาเด็กพิเศษ กับเด็กปกติร่วมกัน ไม่ต้องแยกกัน และต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นต่อพ่อแม่ และครอบครัว

เด็กบางคนเกิดมาไม่ได้ตาบอดทันทีเด็กบางคนไม่พูด ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าจะเป็นไฮเปอร์ หรือออทิสติก ดังนั้น ต้องช่วยกระตุ้นเด็กทุกคน สร้างความเข้าใจกับพ่อแม่ ครอบครัว โดยให้การสื่อสาร พ่อแม่ ต้องคุยกับลูก ทำอย่างไรให้ลูก เด็กอยู่ได้โดยไม่ต้องมีพ่อแม่ โดยดูแลเหมือนเลี้ยงเด็กปกติ ป้องกันความพิการที่จะมากขึ้น คนตาบอดถึงจะมองไม่เห็น แต่มีประสาทสัมผัส ต้องรู้จักบูรณาการประสาทสัมผัส ดมกลิ่น และพ่อแม่ ครูต้องทำให้บูรณาการประสาทสัมผัสเกิดขึ้น " รศ.ดร.สุวิมล กล่าว

ดังนั้นต้องทำให้เด็กพิเศษเด็กพิการ สามารถเรียนร่วมหลักสูตรได้เหมือนเด็กปกติ ไม่ต้องปรับหลักสูตร แต่ครูต้องปรับวิธีการประเมิน เข้าใจธรรมชาติของพวกเขา และเพื่อนๆ ในห้องต้องช่วยดูแล ส่วนครูการศึกษาพิเศษ หรือพี่เลี้ยง ต้องมีใจในการดูแลเด็ก ซึ่งครูของมสด.หลายคนเรียนไม่เก่ง แต่จิตใจดี สามารถเรียนรู้ได้ ตอนนี้มีนักศึกษาเรียนในหลักสูตรดังกล่าว รุ่นละ 50-60 คน

ส่วนพ่อแม่สามารถสังเกตุพัฒนาการของลูกจากด้านภาษา5 ขั้นตอนคือ 1.ตั้งแต่แรกเกิดถึง3 เดือนเด็กจะร้องไห้ 2.ขั้นเล่นเสียงนับต่อจากขั้นที่ 1 จนถึง8 เดือนในวัยนี้เสียงของผู้ใหญ่จะเป็นสิ่งเร้าให้เด็กเล่นเสียงได้ 3.ขั้นเลียนแบบเสียงเฉลี่ย 9 เดือนเด็กสามารถจำเสียงของผู้อื่นได้ละเอียดขึ้น 4.ขั้นเลียนแบบซ้ำๆ เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 1 ปีจะเลิกเรียนเสียงของตัวเองที่ไม่มีความหมาย และ 5.ขั้นพูดได้อายุประมาณ 10 -18 เดือนเด็กจะพูดคำแรกได้ เมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มพูดประโยค แต่หากเลย 24 เดือนแล้วลูกยังไม่พูด ให้ไปพบแพทย์ เพื่อดูความบกพร่องของเด็ก และหากพ่อแม่คนไหนมีลูกพิเศษ พิการ ต้องรู้จักเรียนรู้พฤติกรรม เข้าใจพวกเขา เพราะเด็กต้องการอุ้มชู ดูแล เหมือนเด็กทั่วไป

การพัฒนาหลักสูตรครูบุคลากรที่มาช่วยดูแลเด็กพิการ พิเศษ รวมถึงหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เด็กพิการ พิเศษได้เข้ามาอยู่ในระบบการศึกษามีมากขึ้น แต่ในทางปฎิบัติ กระบวนการส่งต่อจากศูนย์อีไอ ไปอนุบาล ไปประถมศึกษา มัธยมศึกษา และสู่มหาวิทยาลัย ยังขาดกระบวนการส่งต่อที่ดี หรือการช่วยเหลือโรงเรียน มหาวิทยาลัยให้มีความพร้อมเพียงพอในการดูแลเด็กพิการ พิเศษ ยังมีไม่ทั่วถึง

จากครูจบเอกภาษาอังกฤษกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดูแลนักศึกษาพิการ ตั้งแต่ หูหนวก ตาบอด ออทิสติก สมาธิสั้น ไฮเปอร์ อีกไม่กี่เดือนก็จะเกษียณ ล่าสุด รศ.ดร.สุวิมล ได้รับเชิญจากสมาพันธ์ระหว่างชาติสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น(The International Council for Education of People with Visual Impairment : ICEVI) ให้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 2-6 ธันวาคม2553 และได้รับตำแหน่ง Chairperson of the ICEVI East Asia Regional ปฏิบัติหน้าที่ตามวาระ2 ปีระหว่างปีค.ศ. 2011-2012

ขณะนี้มสด.ได้ทำโครงเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับองค์กรบริหารส่วนตำบล(อบต.)โดยใช้ชื่อว่าฝันเราเท่ากันโดยได้ทำฝันหนึ่ง และฝันสอง คืออบรมครู บุคลากรศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของอปต. จำนวน4,600 คนเพื่อทำความเข้าใจ วิธีการเรียนการสอน และในเดือน เม.ย.หรือเดือนพ.ค.2554 จะทำฝันสามต่อยอดครูที่ได้เข้าโครงการฝันหนึ่งและ ฝันสองม มาลงลึกในการพัฒนาเด็ก คือ รู้จักวิธีการ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล แผนการจัดให้บริการเฉพาะครอบครัว ภายใต้ความเชื่อฝันต้องเท่ากันต่อเมื่อครอบครัว คนในชุมชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

รศ.ดร.สุวิมล เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งChairperson of the ICEVI East Asia Regional  ซึ่งครูจะนำโครงการที่ทำร่วมกับ อบต. นำเสนอว่าจริงๆแล้วประเทศไทยได้พัฒนา ดูแลคนพิการมาตลอด และทุกหน่วยงานต่างก็ให้ความสำคัญ เปิดโอกาสทั้งเรื่องการศึกษา การมีงานทำแก่คนพิการ ทำให้บริษัท องค์กรต่างๆ เปิดรับคนพิการมากขึ้น ขณะเดียวกันคนพิการก็ได้แสดงศักยภาพ ความสามารถ และพร้อมอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับทุกคนบนโลกใบนี้ได้

 คนหนึ่งคนเกิดมาร่างกายครอบ 32 เป็นเรื่องที่ประเสริฐ ซึ่งควรเปิดใจเผื่อแผ่โอกาสให้คนพิการเรียนร่วม ใช้อาคารเรียน ใช้โรงเรียน ใช้ครูคนเดียวกับเรา เพราะคนพิการไม่ใช่โรคติดต่อ ควรให้โอกาสพวกเขาได้เรียนรู้  ส่วนพ่อแม่ที่มีลูกพิการ อย่าท้อ ต้องอดทน ฟันฝ่าไปให้ได้ และควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เข้าสู่สังคม และยังมีอีกหลายองค์กรร่วมมือกัน ช่วยดูแล ให้เด็กพิการ เด็กพิเศษ ช่วยเหลือตัวเอง มีชีวิตอิสระ และอยู่ร่วมกันบนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข สนใจเรียนรู้หลักสูตรการศึกษาพิเศษ มสด.สอบถามได้ที่โทร.02- 244 -5560-61 หรือ http://dusithost.dusit.ac.th/~education

ชุลีพร  อร่ามเนตร