
เปิดใจเรียนรู้และอยู่ร่วม ให้โอกาสพัฒนาเด็กพิการ
" เริ่มแรกศูนย์การศึกษาพิเศษ มสด.มีเด็กพิเศษเพียง 5 คน แต่เมื่อพัฒนาเด็กทั้ง 5 คนได้ กลับพบปัญหาในการศึกษาต่อระดับอนุบาล ครูไม่เข้าใจว่าเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติได้อย่างใด จึงสร้างความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติของครู ขึ้นใหม่ เด็กพิเศษ พิการ มีศักยภาพที่จะ
รศ.ดร.สุวิมล อุดมพิริยะศักย์" ประธานหลักสูตรการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต(มสด.)” ผู้ริ่มเริ่มพัฒนาหลักสูตรการศึกษาพิเศษ ตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มแก่เด็กพิการและครอบครัว กล่าว
รศ.ดร.สุวิมล เล่าต่อว่างานการศึกษาพิเศษของมสด.เริ่มจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2512 โดยเป็นหน่วยงานทดลองโครงการการศึกษาพิเศษ โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ และในปี 2513 เริ่มรับเด็กที่มี ความบกพร่องทางการได้ยินมาเรียนร่วมกับเด็กปกติ ต่อมารับเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เด็กออทิสติก เพื่อให้เด็กทั้งสองกลุ่มได้รู้จักปรับตัวและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ขณะนี้ มสด.ได้ทำโครงเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับองค์กรการปกครองส่วนตำบล (อปต.)โดยใช้ชื่อว่าฝันเราเท่ากัน โดยได้ทำฝันหนึ่ง และฝันสอง คืออบรมครู บุคลากรศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของอปต. จำนวน 4,600 คน เพื่อทำความเข้าใจ วิธีการเรียนการสอน และในเดือน เม.ย.หรือ เดือนพ.ค.2554 จะทำฝันสาม ต่อยอดครูที่ได้เข้าโครงการฝันหนึ่งและ ฝันสองม มาลงลึกในการพัฒนาเด็ก คือ รู้จักวิธีการ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล แผนการจัดให้บริการเฉพาะครอบครัว ภายใต้ความเชื่อฝันต้องเท่ากันต่อเมื่อครอบครัว คนในชุมชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
การดูแลเด็กพิเศษ ต้องเริ่มที่การให้บริการช่วยเหลือ ระยะแรกเริ่มเด็กพิการและครอบครัว(Early Intervention Center : EI) หรือศูนย์อีไอ โดยมุ่งเน้นให้ความรู้และทักษะ การเลี้ยงดูแก่ผู้ปกครองให้นำกลับไปทำต่อที่บ้าน เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อ การใช้ภาษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมเตรียมความพร้อมด้านวิชาการให้แก่เด็ก ๆ ก่อนที่จะเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติ โดยโปรแกรม EI เป็นโปรแกรมระดับโลกที่หลายๆ ประเทศมุ่งใช้พัฒนาการให้บริการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ เริ่มแรกของการพัฒนาเด็ก ต้องพัฒนาเด็กพิเศษ กับเด็กปกติร่วมกัน ไม่ต้องแยกกัน และต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นต่อพ่อแม่ และครอบครัว
“เด็กบางคนเกิดมาไม่ได้ตาบอดทันที เด็กบางคนไม่พูด ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าจะเป็นไฮเปอร์ หรือออทิสติก ดังนั้น ต้องช่วยกระตุ้นเด็กทุกคน สร้างความเข้าใจกับพ่อแม่ ครอบครัว โดยให้การสื่อสาร พ่อแม่ ต้องคุยกับลูก ไม่ใช่ลูกปัญญาอ่อนแล้วมองว่าลูกบ้า ใกล้จะตายแล้ว แต่ทำอย่างไรให้ลูก เด็กอยู่ได้โดยไม่ต้องมีพ่อแม่ โดยดูแลเหมือนเลี้ยงเด็กปกติ ป้องกันความพิการที่จะมากขึ้น”
คนหนึ่งคนมีร่างกายครบ 32 แต่หากไม่ได้ใช้ร่างกาย ใช้แขน ขา วันหนึ่งร่างกายจะแย่ลง เช่นเดียวกับ เด็กพิเศษ หรือเด็กพิการ เพราะฉะนั้น หากเด็กตาบอด อย่าคิดแต่จะให้นอนอยู่ที่บ้าน ไม่พูดกับเด็ก แต่พ่อแม่ คนรอบข้าง ครู โรงเรียน ต้องช่วยเด็ก พูดคุย ให้เด็กพิเศษ พิการได้รับรู้สิ่งต่างๆ เช่น มีนกบินผ่านหน้าต้องบอกว่า นกบินผ่านหน้าลูกสีสวยจังเลย เด็กตาบอด ก็จะจินตนาการ ก่อให้เกิดความสงสัย และทำให้เขาต้องหาความรู้เพิ่มเติม เพราะคนตาบอด ถึงจะมองไม่เห็น แต่พวกเขามีประสาทสัมผัส ต้องรู้จักบูรณาการประสาทสัมผัส ดมกลิ่น และพ่อแม่ ครูต้องทำให้บูรณาการประสาทสัมผัสเกิดขึ้น
ดังนั้นการเรียนหลักสูตรสำหรับเด็กพิเศษ เด็กพิการ เด็กพิเศษ สามารถเรียนร่วมหลักสูตรได้เหมือนเด็กปกติ ไม่ต้องปรับหลักสูตร แต่ครูต้องปรับวิธีการประเมิน เข้าใจธรรมชาติของพวกเขา และเพื่อนๆ ในห้องต้องช่วยดูแล ส่วนครูการศึกษาพิเศษ หรือพี่เลี้ยง จริงๆ ทุกคนสามารถเป็นครูการศึกษาพิเศษได้ โดยต้องมีใจในการดูแลเด็ก ซึ่งครูของมสด.หลายคน เรียนไม่เก่ง แต่จิตใจดี อยู่ได้ อยู่ทน เพราะความไม่เก่ง สามารถเรียนรู้ได้ ตอนนี้มีนักศึกษาเรียนในหลักสูตรดังกล่าว รุ่นละ 50-60 คน และครูการศึกษาพิเศษต้องการคนจบสูงๆ
รศ.ดร.สุวิมล บอกอีกว่าพ่อแม่สามารถสังเกตุพัฒนาการของลูกจากด้านภาษา 5 ขั้นตอน คือ 1.ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 เดือน เด็กจะร้องไห้ 2.ขั้นเล่นเสียง นับต่อจากขั้นที่ 1 จนถึง 8 เดือน ในวัยนี้เสียงของผู้ใหญ่จะเป็นสิ่งเร้าให้เด็กเล่นเสียงได้ 3.ขั้นเลียนแบบเสียง เฉลี่ย 9 เดือน เด็กสามารถจำเสียงของผู้อื่นได้ละเอียดขึ้น 4.ขั้นเลียนแบบซ้ำ ๆ เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 1 ปี จะเลิกเรียนเสียงของตัวเองที่ไม่มีความหมาย และ 5.ขั้นพูดได้ อายุประมาณ 10 -18 เดือน เด็กจะพูดคำแรกได้ เมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มพูดประโยค แต่หากเลย24 เดือนแล้ว ลูกยังไม่พูด ให้ไปพบแพทย์ เพื่อดูความบกพร่องของเด็ก และหากพ่อแม่คนไหนมีลูกพิเศษ พิการ ต้องรู้จักเรียนรู้พฤติกรรม เข้าใจพวกเขา รู้จักอุ้ม กินข้าว ต้องรู้ว่าเด็กต้องการปฎิสัมพันธ์ กอดรัด อุ้มชู ดูแล เหมือนเด็กทั่วไป
การพัฒนาหลักสูตรครู บุคลากรที่มาช่วยดูแลเด็กพิการ พิเศษ รวมถึงหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เด็กพิการ พิเศษได้เข้ามาอยู่ในระบบการศึกษามีมากขึ้น แต่ทางปฎิบัติบางเรื่อง อย่าง กระบวนการส่งต่อจากศูนย์อีไอ ไปอนุบาล ไปประถมศึกษา มัธยมศึกษา และสู่มหาวิทยาลัย ยังขาดกระบวนการส่งต่อที่ดี หรือการช่วยเหลือโรงเรียน มหาวิทยาลัยให้มีความพร้อมเพียงพอในการดูแลเด็กพิการ พิเศษ ยังมีไม่ทั่วถึง
จากครูจบเอกภาษาอังกฤษ กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดูแลนักศึกษาพิการ ตั้งแต่ หูหนวก ตาบอด ออทิสติก สมาธิสั้น ไฮเปอร์ จวบจนใกล้เกษียณอายุในเดือน เม.ย. 2554 นี้ การศรัทธาในตัวเอง อาชีพ และเชื่อมั่นว่าคนอื่นทำได้ เพื่อให้ฝันของทุกๆ คนเท่ากัน ให้เด็กพิการได้มีฝันบ้าง จน ณ ขณะนี้ “รศ.ดร.สุวิมล” ได้รับเชิญจากสมาพันธ์ระหว่างชาติสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น (The International Council for Education of People with Visual Impairment : ICEVI) ให้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหาร ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 2-6 ธันวาคม 2553 และ ได้รับตำแหน่ง Chairperson of the ICEVI East Asia Regional ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวาระ 2 ปีระหว่างปี ค.ศ. 2011-2012
“ครู เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่ง Chairperson of the ICEVI East Asia Regional แรกของ ซึ่งครูจะนำโครงการที่ทำร่วมกับ อปต. นำเสนอว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยได้พัฒนา ดูแลคนพิการมาตลอด และทุกหน่วยงานต่างก็ให้ความสำคัญ เปิดโอกาสทั้งเรื่องการศึกษา การมีงานทำแก่คนพิการ ทำให้บริษัท องค์กรต่างๆ เปิดรับคนพิการมากขึ้น ขณะเดียวกันคนพิการก็ได้แสดงศักยภาพ ความสามารถ ให้คนทั่วไปได้ และพวกเขาพร้อมอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับทุกคนบนโลกใบนี้ได้”
รศ.ดร.สุวิมล กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนหนึ่งคน ถ้าร่างกายปกติเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้เปิดใจ เผื่อแผ่คนพิการ คนพิศษ ให้โอกาส เช่น ให้โอกาสเรียนร่วมกับเรา ใช้อาคารเรียน ใช้โรงเรียน ใช้ครูคนเดียวกับเรา เพราะพิการหลายๆ โรคไม่ใช่โรคติดต่อ ให้โอกาสได้เรียนรู้ เคียงคู่ไปกับเรา คนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้มีคนพิการในโลกใบนี้ และคนพิการเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พิการ เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเขา อยากให้นึกถึงความรู้สึกของพ่อแม่เขา ลูกของใครใครก็รัก ถ้าเรามีโอกาสเจือจางเด็กพิการ พิเศษบ้าง เป็นพระคุณต่อครอบครัวของเราเอง ส่วนพ่อแม่ที่มีลูกพิการ อย่าท้อ เพราะชีวิตนี้มีขวากหนามกันทุกคน ต้องอดทน ฟันฝ่าไปให้ได้ และควรเปิดโอกาสให้ลูกของเราได้เข้าสู่สังคม
รัฐบาลให้ความสำคัญ เปิดโอกาสสำหรับคนพิการ เด็กพิการตอนนี้มีโอกาสหลายๆ อย่างในชีวิต เท่าเทียบกับคนปกติ และยังมีอีกหลายองค์กรร่วมมือกัน ช่วยดูแล เพื่อให้เด็กพิการ เด็กพิเศษ เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่แม้มีความบกพร่อมทางร่างกาย แต่ไม่ใช่ผู้ที่ไม่มีความสามารถ พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเอง มีชีวิตอิสระ และอยู่ร่วมกันบนโลกกลมๆ ใบนี้ สนใจเรียนรู้หลักสูตรการศึกษาพิเศษ มสด.หรือเตรียมความพร้อมสู่รั้วการศึกษา โทร.02- 244 -5560-61 หรือ <http://dusithost.dusit.ac.th/~education/>
0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0



