ไลฟ์สไตล์

อย.สั่งคุมเข้มอาหารที่นำเข้าจากญี่ปุ่น

อย.สั่งคุมเข้มอาหารที่นำเข้าจากญี่ปุ่น

15 มี.ค. 2554

อย. สั่งคุมเข้มนำเข้าอาหารจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากมีข่าวการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีจากเหตุการณ์โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นระเบิด ให้ทุกด่านเข้มงวดตรวจสอบอาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ไทยส่งภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสให้ญี่ปุ่น เอ็นจีโอ

(15มี.ค.)  นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินการเฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีในประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมดำเนินการตรวจสอบอาหารนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันการแพร่กระจายสารกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัดก็ตาม

อย.ได้มีมาตรการเฝ้าระวังโดยแจ้งไปยังด่านอาหารและยาทุกแห่งให้เข้มงวดตรวจสอบ และเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงในการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิ เนื้อสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ รวมถึงอาหารทะเล และสาหร่ายทะเลแห้ง

โดยในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 16 มีนาคม 2554) อย. จะประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในการสุ่มตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทางอากาศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเฝ้าระวังอันตรายจากการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในอาหาร และในวันเดียวกัน เวลา 13.30 น. อย.ยังได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าอาหารจากประเทศญี่ปุ่นร่วมประชุมเพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์และมาตรการดำเนินการติดตามเฝ้าระวัง พร้อมทั้งหารือ      ถึงการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทุกรายการ ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และหากผู้ประกอบการนำเข้าอาหารจากประเทศญี่ปุ่นรายใดสนใจสามารถเข้าร่วมประชุมได้ในวันและเวลาดังกล่าว

          เลขาธิการ อย. กล่าวต่อไปว่า ขอให้ผู้บริโภคอย่าได้ตื่นกลัว ขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารให้รอบด้าน     ซึ่ง อย. จะมีการตรวจสอบอาหารที่นำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความปลอดภัยกับผู้บริโภค

ไทยส่งภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสให้ญี่ปุ่น

 ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ สทอภ. (GISTDA) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงการช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่นจากภัยพิบัติ สึนามิ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554 ว่า ขณะนี้ได้จัดส่งภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสของประเทศไทยให้ประเทศญี่ปุ่นไปแล้วกว่า 55 ภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนรับมือ เพื่อประกอบการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยได้ส่งมอบให้หน่วยงาน JAXA เพื่อนำไปประสานช่วยเหลือต่อไป

 ภาพถ่ายจากดาวเทียมธีออสทั้ง 55 ภาพที่ส่งให้แก่ญี่ปุ่นนั้น สามารถวิเคราะห์ได้ถึงภาพพื้นที่เดิมก่อนเกิดสึนามิ ที่จะแสดงให้รู้ว่าพื้นที่นั้นๆ เดิมเป็นพื้นที่อะไร อาทิ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โรงงาน หรือบ้านเรือนที่อยู่อาศัย โดยพื้นที่ที่โดนสึนามิจะแสดงเส้นสีแดงบนภาพถ่าย ร่วมถึงการวิเคราะห์ความขุ่นของน้ำที่บ่งบอกถึงตะกอนของสิ่งปลูกสร้างที่ถูกน้ำพัดไปและเมื่อน้ำลดลง น้ำจะกวาดตะกอนเหล่านี้กลับลงทะเลไปด้วยทำให้เกิดเป็นขยะในทะเลได้

 สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ร้ายแรงมากสำหรับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากมีเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทาง สทอภ.มีความพร้อมและยินดีในการให้ความช่วยเหลือ โดยการส่งภาพถ่ายดาวเทียมที่ทันต่อเหตุการณ์ให้เป็นระยะๆ

 ทั้งนี้ การจัดส่งภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือกับโครงการ Sentinel Asia ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งนำเทคโนโลยีด้าน WEB-GIS และเทคโนโลยีอวกาศด้านการสำรวจระยะไกลไปใช้ประโยชน์ในการจัดการภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กับประเทศสมาชิกกว่า 25 ประเทศทั่วโลก

เอ็นจีโออีสานเตรียมเปิดเวทีให้ความรู้นิวเคลียร์

 การออกมาเคลื่อนไหวของเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  เพื่อแสดงการคัดค้านไม่เห็นด้วยและต้องการให้รัฐบาลทบทวนการก่อสร้างที่อาจจะมีขึ้นทุกแห่งในประเทศไทย  โดยต้องคำนึงถึงความต้องการและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักนั้น นาย สุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ อีสาน  กล่าวว่า  มีข้อมูลว่ากระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ทำการศึกษาและสำรวจพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน 3 จังหวัด   คือ อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น   อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ และ อ.สิรินธร  จ.อุบลราชธานี  โดยตั้งข้อสังเกตว่า ทุกพื้นที่จะอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ  ที่ผ่านมามีการพูดคุยถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยมาโดยตลอด  แต่พบว่าในประเทศไทยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน  ว่าการสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะมีความปลอดภัยสูงสุด

 สำหรับข้ออ้างที่กระทรวงพลังงานและ กฟผ.ใช้เป็นข้ออ้างสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ เพราะต้องจัดหาไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในอนาคต นั้น   นายสุวิทย์ เห็นว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย    เพราะประเทศเรามีการทดลองนำพลังงานชีวภาพอื่นๆมาใช้เกิดประโยชน์เป็นจำนวนมาก  การสร้างโรงไฟฟ้าจึงไม่มีความจำเป็น  ในอนาคตจะจัดเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับประชาชนอย่างรอบด้าน