
สมาคมฯยางจี้รัฐตรึงราคา100บาท/กก.
สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางฯจี้รัฐตรึงราคากลางยาง100บาทต่อกก. สร้างความเชื่อมั่นเกษตรกรก่อนราคาดิ่วเหว พร้อมระดมชาวสวนกระบี่จับเข่าคุยผู้ว่าฯถกมาตรการเร่งด่วน ด้านชาวสาวยางสงขลาดีเดย์ 17 มี.ค.บุกศาลากลางสงขลา จี้รัฐแก้ปัญหาน้ำยางราคาร่วงหนักจากกก.ละ 92 บาทเหลือ
(15 มี.ค.) นายบุญส่ง นับทอง อุปนายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางที่ปรับราคาลงมาอย่างรุนแรงหลังจากที่เคยทำสถิติสูงสุด 181.90 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา ปัจจุบันเหลือเพียง 82.90 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรเริ่มตื่นตระหนักอย่างรุนแรงเนื่องจากราคายางไม่ควรจะต่ำกว่า100 บาทต่อกิโลกรัมตามความคาดหมายเบื้องต้น แม้ว่าผลของการปรับราคายางจะมาจากปัจจัยใดๆก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์และข้อมูลพื้นฐานที่เกษตรกรค่อนข้างมั่นใจคือราคากลางของยางก็น่าจะอยู่ประมาณ100 บาทต่อกิโลกรัม จนเมื่อเกิดภาวะผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้เกษตรกรเริ่มตระหนักถึงความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกับรัฐบาลเองจำเป็นที่ต้องเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันเกษตรกร และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมยางพารา เนื่องจากต้องยอมรับว่าราคายางที่ผันผวนอย่างแรงในครั้งนี้ ทำให้กลไกต่างๆในประเทศเริ่มพิการ ไม่สามารถกำหนดทิศทางและกลไกพื้นฐานได้อีก ซึ่งหากปล่อยไว้จะยิ่งทำให้สถานการณ์เกิดความรุนแรงมากขึ้น
นายบุญส่ง กล่าวอีกว่า ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ ได้มีคำสั่งห้ามพ่อค้าส่งออกยางชั่วคราวเพื่อตรึงราคาอยู่ที่ 120 บาทขึ้นไป พร้อมกับเตือนเกษตรกรอย่ารีบขายยางรอจนกว่าราคายางจะปรับราคาสูงขึ้น พร้อมกับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือธนาคารพาณิชย์ปล่อยวงเงินกู้พิเศษให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด
"ในส่วนของสมาคมฯได้มีมติออกมาให้แต่ละจังหวัดที่เดือดร้อนเร่งสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับพื้นที่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์และร่วมกำหนดมาตรการ แนวทางและนโยบายต่างๆออกมาให้ชัดเจนที่สามารถนำไปสู่การปฎิบัติได้ก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรระดับรากหญ้าสับสนในข้อมูลและตื่นตระหนกจนเกินเหตุเป็นการประวิงเวลาในช่วงที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการอภิปรายจนกว่าจะแล้วเสร็จ โดยในส่วนของสมาคมฯในจ.กระบี่จะพบผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่พรุ่งนี้(16มี.ค.)" นายบุญส่ง กล่าว
ด้านนายสมาน ศิริภานนท์ เกษตรกรชาวสวนยาง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และคณะกรรมการสมาคมสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเยว่า เนื่องจากปัจจุบันราคายางพาราร่วงเร็วมาก ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเดือดร้อนอย่างหนัก โดยล่าสุดราคาน้ำยางสดที่ขายในตลาดท้องถิ่นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 77 บาทจากราคา 92 บาทต่อกิโลกรัมซึ่งต่างกันถึง16 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงระยะเวลาเพียง 1 วัน ขณะที่บางพื้นที่พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อเหลือเพียง 70 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ทั้งนี้หากรอจะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และตัวแทนรัฐบาลในวันที่ 21 มี.ค.นี้เพื่อกดดันให้แร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำคงจะไม่ทันการณ์
เนื่องจากในระดับพื้นที่ชาวสวนยางส่วนใหญ่จะเน้นขายน้ำยางสดเป็นหลักไม่ได้นำไปแปรรูปแต่อย่างใด ทำให้ต้องได้รับผลกระทบโดยตรงทันทีที่ราคาน้ำยางปรับลดลง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาแทรกแซงราคาน้ำยางให้อยู่ในระดับ90-100 บาทต่อกิโลกรัม
"จากการหารือกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในระดับเบื้องต้นยืนยันที่จะเข้ายื่นหนังสือผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ขัญหาโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 500 คน นอกจากนี้ยังได้รับการประสานกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรองค์กรต่างๆทั่วประเทศอยู่ระหว่างการเคลื่อนไหวกดดันหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มจากระดับจังหวัดก่อนขยับสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาระดับประเทศต่อไป"นายสมาน กล่าว
นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด ( ชสยท.) เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องธุรกิจยางพาราทุกภาคส่วนเพื่อสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำยื่นต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และตัวแทนรัฐบาลในวันที่ 21 มี.ค.นี้เพื่อกดดันให้แร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำโดยเร็วที่สุด
โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐบาลยกเลิกโครงการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางเพิ่มมูลค่าเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางซึ่งโครงการฯได้ครบกำหนดวันที่ 31 ธ.ค.53 ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลกลับไม่เห็นความสำคัญในการขอขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการฯสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2555 ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากภาวะราคายางที่ตกต่ำอย่างรุนแรง
“ผลการยุติโครงการนี้มีส่งผลต่อจิตวิทยาด้านการตลาดทำให้เกิดความรู้สึกว่า รัฐบาลและเกษตรกรไม่มีงบประมาณที่จะสนับสนุนให้เก็บรักษายางไว้ได้ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่มีผลต่อราคายางขึ้น เช่น เหตุการณ์ลิเบีย รวมถึงสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงที่มีผลต่อราคายางในประเทศทันทีซึ่งรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน”นายเพิก กล่าว
ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในวันที่ 17 มี.ค.นี้ตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ประมาณ 500 คนจะเดินทางไปยื่นหนังสือผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ขัญหาโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะระดมตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศเข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 21 มี.ค.54 นี้อีกครั้ง
ทางด้านนายชุมพล กิตติสาธร ผอ.สกย.ยะลา เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางพาราที่ลดลงในช่วงนี้ไปอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 80บาท มีปัจจัยหลายประการโดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญประการหนึ่งนั้นคือสถานการณ์พิบัติภัยสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทผลิตรถยนต์ได้รับความเสียหาย ทำให้มีการชะลอการผลิตจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่กระทบต่อราคายางพาราในขณะนี้
นายชุมพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ราคายางพาราที่ทำราคาสูงในระดับ180บาท/กิโลกรัมก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงสุดในระดับประวัติการณ์ ได้ทำให้ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ายางรายใหญ่ชะลอการสั่งซื้อยางจากไทยเนื่องจากมีราคาแพง โดยมีการหันไปซื้อยางแท่งจากประเทศอินโดนีเซียแทน เนื่องจากมีราคาต่ำกว่ายางพาราจากประเทศไทย อย่างไรก็ตามคาดว่าหากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเริ่มนิ่งราคายางจะกระเตื้องขึ้น และคาดว่าน่าจะอยู่ในราคาเฉลี่ย80-120บาท/กิโลกรัม
ด้านยี่ปั้ว รับซื้อน้ำยางสดรายหนึ่งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ราคารับซื้อน้ำยางอยู่ที่165-170บาท/กิโลกรัม แต่ขณะนี้ราคาลดลงมาอยู่ที่80บาทเท่านั้น ทั้งนี้ราคาที่ผันผวนอย่างมากเป็นผลมาจากเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเมืองเซนได มีที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ และผลิตยางรถยนต์ ได้รับความเสียหายหลายแห่ง จึงมีการชะลอการซื้อยางจากประเทศไทย
ยี่ปั้วรายเดิม กล่าวต่อว่า ขณะนี้บรรดายี่ปั้วรายอื่นๆในพื้นที่ชายแดนภาคใต่เริ่มหยุดรับซื้อน้ำยาง หรือหากรับซื้อจากชาวสวนยางพาราจะให้ราคาที่ประมาณ65-70บาท/กิโลกรัมเท่านั้น ทั้งนี้บรรดาผู้รับซื้อน้ำยางรายย่อยยังไม่มั่นใจว่าราคาจะผันผวนอีกมากน้อยขนาดไหน จึงเลือกที่จะหยุดรับซื้อเพื่อรอให้สถานการณ์มีความชัดเจน หรือราคายางนิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้เพราะมีความผันพวนมาก
“ราคายางหรือราคาน้ำยางจะขึ้นไปถึง180บาทต่อกิโล คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆอีกแล้ว เพราะราคาดังกล่าวไม่ได้สะท้อนราคาที่แท้จริงแต่เกิดจากการปั่นราคาของบรรดานักเก็งกำไรในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่ราคาจริงของยางพาราน่าจะอยู่ในระดับที่120-140บาทต่อกิโลกรัม”ยี่ปั้วรายนี้ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อ.สังคม จ.หนองคาย เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีเกษตรกรปลูกยางพารา ซึ่งจากราคายางที่ลดลงทำให้เกษตรกรผู้ทำสวนยางได้รับผลกระทบ โดยนายสำราญ ปานสีดำ อายุ 49 ปี ราษฎรบ้านโนนสว่าง ต.บ้านม่วง อ.สังคม และเป็นฝ่ายการตลาดกลุ่มออมทรัพย์ยางพาราบ้านโนนสว่าง บอกว่า จากราคายางที่ลดลงอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบกับชาวบ้านรวม 3 กลุ่ม ๆ แรก คือ เจ้าของสวนยางที่เป็นพ่อค้ารายย่อยที่รับซื้อยางไว้เก็งกำไร โดยรับซื้อไว้ในราคา 176-177 บาท เมื่อราคายางลดลงต้องประสบกับภาวะขาดทุน กลุ่มที่ 2 ชาวสวนยางที่จัดซื้อรถอีแต๊กสำหรับขนน้ำยางจากสวน ในราคาคันละประมาณ 250,000 บาท ด้วยเงินดาวน์ เมื่อราคายางลดลงจะส่งผลกระทบกับเงินค่างวด ส่วนกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มผู้รับจ้างทำสวนยาง ซึ่งโดยปกติรายได้จะแบ่งครึ่งกับเจ้าของสวนยาง เมื่อราคายางลดก็จะได้รับส่วนแบ่งที่น้อยลง จนไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
"อีกทั้ง ขณะนี้ได้เกิดมีฝนตกลงมาในขณะที่ต้นยางกำลังผลัดใบทำให้เกิดเชื้อรา ใบหงิกงอและหล่น ซึ่งจะมีผลกับน้ำยางที่จะเปิดกรีดในอีก 1 เดือนข้างหน้า จึงขอให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องราคายาง หากราคายางต่ำกว่า กก.ละ 100 บาท เกษตรกรลำบากแน่นอน"นายสำราญ บอก
ในขณะที่นายสุระจิต โฉมมงคล ประธานกลุ่มออมทรัพย์ยางพารา บ้านโนนสว่าง กล่าวว่า ราคายางพาราที่ลดลงถือว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นช่วงปิดหน้ายาง อีกทั้งก่อนหน้านี้ชาวบ้านก็มีเงินทุนที่ได้จากราคายางที่สูงอยู่แล้ว และเชื่อว่าการเปิดหน้ายางในอีก 1 เดือนข้างหน้าราคายางจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทางกลุ่มออมทรัพย์จะทำความเข้าใจกับสมาชิกฯ ให้ทำเป็นยางแผ่นเพราะจะได้ราคาที่ดีกว่า และในช่วงที่ราคายางตกต่ำหากสมาชิกมีความจำเป็นหรือเดือดร้อนทางกลุ่มออมทรัพย์ จะจัดหาเงินกู้จาก ธกส.ให้ ซึ่งทางกลุ่มฯมีเงินกู้ส่วนนี้อยู่แล้วประมาณ 3 ล้านบาท.



