
ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ปูทางสู่การพัฒนาประเทศไทย
นักวิจัยของไทยกำลังคิดค้นข้าวสายพันธุ์ใหม่ ที่มีน้ำตาลในเมล็ดน้อยซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากสำเร็จข้าวสายพันธุ์ใหม่นี้จะกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีอนาคตไกล นี่คือตัวอย่างแสดงคุณประโยชน์ของนักวิทยาศาสตร์ แต่ปัจจุบันปร
เราวาดฝันที่จะก้าวไปสู่การเป็น "ประเทศอุตสาหกรรมใหม่" แต่กลับมีนักวิจัยแค่เพียงหยิบมือ ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้สามารถสร้างอัตราเร่งในการสลับคราบประเทศล้าหลังพึ่งพาแต่การส่งออกสินค้าเกษตรปฐมภูมิ และสินค้ายกโหลจากโรงงานได้ เพราะฉะนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องทำงานอย่างหนัก หาทางจูงใจคนเก่งรุ่นใหม่ให้ศึกษาต่อด้านนี้ เพื่อเพิ่มกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่ประเทศไทย
“สหรัฐอเมริกามีนักวิทยาศาสตร์ 1 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีนักวิทยาศาสตร์จำนวน 69 คน และ 40 คน ส่วนประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์แค่ 6.27 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน“ นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดประเด็นความขาดแคลนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย
ในขณะที่ไทยต้องการหลุดพ้นจากประเทศ "เกษตรกรรม" ไปเป็น "อุตสาหกรรมเกษตร" แต่เมื่อสำรวจศักยภาพของตัวเองโดยมองไปถึงจำนวนนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นทำหน้าที่คิดค้นนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในประเทศแล้ว ต้องยอมรับว่า ไทยยังมีข้อจำกัด
นายไชยยศบอกว่า รัฐบาลนี้ได้วางแผนเพิ่มจำนวนนักวิทยาศาสตร์เป็น 15 คนต่อ 1 หมื่นคน ใน 5 ปี และก้าวต่อไปคือ เป็น 30 คนต่อ 1 หมื่นคน โดยได้เตรียมดำเนินการในหลายๆ ด้านเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้
ภารกิจหลักในการเพิ่มกำลังด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ คือการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่เรียนต่อในสายด้วยทุนเรียนฟรี รัฐบาลได้มอบหมายให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ดำเนินโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) คัดเลือกนักเรียนที่จบมัธยมต้นและมีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์ รับทุนเรียนต่อจนจบปริญญาเอกเพื่อกลับมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ให้แก่ประเทศ และในอนาคตกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมโครงการเปิดห้องเรียนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาให้กระจายทุกอำเภอ อำเภอละ 1 ห้องเรียน รองรับได้ห้องละ 35 คน เพื่อดึงหัวกะทิในแต่ละอำเภอมาส่งเสริมปีละ 4 หมื่นคน
แต่แค่แจกทุนยังไม่เพียงพอให้บรรลุเป้าหมาย นายไชยยศบอกว่า ต้องเซตระบบรองรับแบบครบวงจรตามด้วย โดยเฉพาะการวางระบบในภาคการผลิตซึ่งก็คือสถาบันการศึกษาต่างๆ “จะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตร ที่สำคัญต้องเพิ่มครู อาจารย์สายวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์ รองรับโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา เพราะจำนวนอาจารย์ที่มีอยู่เป็นตัวกำหนดจำนวนที่นั่งเรียน ถ้าไม่เพิ่มอาจารย์ก็ไม่สามารถขยายจำนวนรับนักศึกษาได้ เมื่อส่งต่อเด็กทุนที่จบมัธยมปลายจำนวน 4 หมื่นคนให้สถาบันอุดมศึกษา จะเกิดปัญหาขึ้นทันที เพราะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งให้มหาวิทยาลัยเพิ่มอาจารย์ ต้องใช้งบประมาณเป็นตัวนำ ผมจะตั้งงบประมาณไว้ให้ ถ้ามหาวิทยาลัยสนใจก็มาของบไปดำเนินการได้“
ไม่เพียงแต่สร้างอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาไว้รองรับ นายไชยยศเล่าต่อว่า ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็จะมีการเร่งสร้างครูวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ เพิ่มด้วย ช่วยแก้ปัญหาขาดครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ถึง 2 หมื่นคน โดย ครม.ได้อนุมัติงบประมาณ 4.3 พันล้านบาท แจกทุนให้บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการศึกษาปีละ 580 ทุน ต่อเนื่อง 5 ปีตั้งแต่ปี 2554 เพื่อสำเร็จมาเป็นครูประจำห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมปลายของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และประจำในโรงเรียนมาตรฐานสากล 500 โรงทั่วประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสอน อีกทั้งยังมีการให้ทุนนักเรียนที่จบระดับมัธยมต้นศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกเพื่อมาเป็นครูของครู จำนวน 180 ทุนต่อปี ต่อเนื่อง 5 ปีด้วย เพื่อรองรับการเร่งผลิตครูวิทยาศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์เหมือนผู้ปิดทองหลังพระ ผู้คนกลับไม่ค่อยตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของคนกลุ่มนี้เท่ากับอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ในแขนงอื่นๆ เช่น แพทย์ วิศวะ คนรุ่นใหม่จึงไม่สนใจศึกษาต่อด้านนี้ นายไชยยศบอกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการสร้างความรู้สึกด้านบวกต่อวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ให้แก่เด็กโดยหาทางปรับปรุงหลักสูตรวิชาดังกล่าวให้ลดความน่าเบื่อลง อย่างเช่นที่กระทรวงศึกษาธิการให้ทุนมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำวิจัยวิธีสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กเกิดความสนุกสนาน หากทำให้เด็กรักและสนใจคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ได้ตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว เชื่อได้ว่า จะมีคนรุ่นใหม่เต็มใจเดินเข้าสู่อาชีพนี้เพิ่มขึ้น
ด้าน นางดวงสมร คล่องสารา รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) หน่วยงานรับที่รับผิดชอบการเพิ่มกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์โดยตรง บอกว่า หน้าที่ดังกล่าวเป็นภารกิจ 1 ใน 6 ภารกิจหลักของ สสวท. โดยอาศัยโครงการ พสวท.ซึ่งดำเนินการมา 27 ปีแล้วเป็นเครื่องมือสำคัญดึงเด็กเก่งมาศึกษาต่อเพื่อจบออกมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน โครงการ พสวท.ผลิตนักวิทยาศาสตร์ที่จบปริญญาเอกแล้วจำนวน 739 คน ส่งออกทำงานในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงกลาโหม รวมถึงเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ด้วย
นางดวงสมร ยืนยันว่า นักวิทยาศาสตร์เป็นบุคลากรที่จำเป็นต้องมีถ้าต้องการให้ประเทศเกษตรกรรมที่รายได้หลักของประเทศมาจากการขายพืชผลทางทางเกษตรและสินค้าโลว์เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งจะมีผลดีตามมาหลายประการ "อย่างเช่น มันสำปะหลัง เราส่งออกไปขายญี่ปุ่นได้กิโลกรัมละแค่ 1 บาท แล้วญี่ปุ่นก็ใช้เทคโนโลยีแปรรูปเป็นอายิโนะโมะโต๊ะส่งกลับมาขายเรา แต่ราคาพุ่งเป็นกิโลกรัมละเกือบ 1,000 บาท เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีเทคโลยีแปรรูปสินค้าเกษตรให้เพิ่มมูลค่าขึ้น ประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น กินดีอยู่ดีขึ้น"
เรายังสามารถสร้างดุลทางการค้า ลดการไหลออกของเงินได้ ถ้ามีนักวิทยาศาสตร์คอยคิดค้นและผลิตสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นใช้เอง นางดวงสมร บอกว่า ทุกวันนี้ไทยซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องจักรในโรงงานต่างๆ ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน นักวิจัยของเราเริ่มคิดค้นนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ขึ้นใช้เองได้ อย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์จากโครงการ พสวท.ได้คิดค้นจุลยานบรรจุยานำส่งไปยังเซลล์เป้าหมาย เป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคจากความผิดปกติของเซลล์ เช่น มะเร็ง ขณะที่อุปกรณ์ เครื่องมือการแพทย์หลายอย่างก็เริ่มคิดค้นผลิตได้เอง
และในวันที่ 18-19 มีนาคม 2554 นี้ จะมีงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน ครั้งที่ 6 (วทท. 6) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร เวทีแห่งนี้จะเปิดกว้างนักเรียนทุน พสวท. และทุนอื่นๆ นำเสนอผลงานวิจัย ซึ่งเป็นงานน่าสนใจเพราะเยาวชนสามารถเข้าไปชมโครงการ งานวิจัยของนักเรียนทุนตั้งแต่ระดับมัธยมปลายถึงปริญญาเอก อาจเป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นช่องทางให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจอาชีพนี้ ทั้งนี้ ในงานยังมีการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะ กษัตริย์นักวิจัย ด้วย
รอง ผอ.สสวท.ส่งท้ายว่า ทุกวันนี้ ไม่เฉพาะประเทศพัฒนา ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งคู่แข่งทางเศรษฐกิจก้าวหน้าไปมากในการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ สิงคโปร์มีนักวิทยาศาสตร์ 85 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามกำลังโหมผลิตนักวิทยาศาสตร์ จำนวนนักวิทยาศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านทั้งาสองจะแซงหน้าเราในไม่ช้านี้อย่างแน่นอนถ้าไทยยังย่ำอยู่กับที่



