ไลฟ์สไตล์

สวทช.เตรียมเปิดโชว์วิจัยต้านภัยพิบัติ

สวทช.เตรียมเปิดโชว์วิจัยต้านภัยพิบัติ

14 มี.ค. 2554

สวทช.เตรียมจัดงานประชุมวิชาการประจำปีหรืองาน NAC 2011 ชูผลงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรับมือภัยพิบัติ ระหว่าง 24-26 มีนาคมนี้ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี ยกระดับต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สู่สากล ประสานเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ จับมือกรีนพ

(14มี.ค.) ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช.กำหนดจัดงานประชุมวิชาการประจำปีหรืองาน NAC 2011 ชูแนวคิด "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ" เพื่อสอดรับกับสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งอุบัติภัยจากน้ำท่วม แผ่นดินไหวและสึนามิ

 ไฮไลต์ของงานอยู่ที่เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย นักวิชาการ ภาคเอกชนกับประชาชน ที่สนใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังภัยพิบัติต่างๆ เทคโนโลยีการเตือนภัยล่วงหน้า และวิธีการรับมือรวมถึงการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ พร้อมทั้งมีหัวข้อการประชุมที่น่าสนใจกว่า 30 เรื่องใน 4 โซนหลัก ได้แก่ โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโลยีไทย โดยนำเสนอเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริ อาทิเช่น โครงการส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โครงการกล้องดูดาวพีวีซีเฉลิมพระเกียรติฯ วิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนชนบท โครงการไอทีในพระราชดำริ ข้อเข่าเทียมสำหรับคนพิการ

 โซนนิทรรศการเทคโนโลยีรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น อาทิเช่น สถานีวัดปริมาณน้ำฝนและแผ่นดินถล่ม ระบบสื่อสารฉุกเฉินแบบไร้สาย ระบบดูแลความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน แบบจำลองปรากฏการณ์ทางสมุทรศาสตร์ชายฝั่ง งานวิจัยและพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออก โครงการพัฒนาข้อมูลพื้นฐานสุขภาพ สายด่วนเพื่อผู้ป่วยเบาหวาน การควบคุมแมลงศัตรูพืชด้วยชีววิธี นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็ม เสื้อเกราะกันกระสุน

 สำหรับโซนที่ 3 เป็นนิทรรศการจัดแสดงผลงาน สวทช. เช่น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์ เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ไร้สาย อนุภาคนาโนสำหรับกักเก็บสารสำคัญ เป็นต้น  และโซนสุดท้ายเป็นนิทรรศการผลงานวิจัยที่พร้อมถ่ายทอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโซนที่ภาคธุรกิจพลาดไม่ได้ อาทิเช่น งานวิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย งานวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าว ราแมลง เป็นต้น ทั้งยังจัดพื้นที่สำหรับการพบปะกันระหว่างนักวิจัยกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดงานวิจัย

 ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า แนวคิดของงานแนค 2011 จะเป็นช่องทางกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรียนรู้วิธีการแก้ไขและรับมือกับอุบัติภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างถูกต้อง และลดความสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

อุบลฯยกระดับต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สู่สากล

 น.ส.สดใส  สร่างโศก  แกนนำเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ก่อนอื่นตนขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัยสึนามิพัดถล่มและขอแสดงความเสียใจกับชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แห่งที่กำลังมีปัญหาอยู่ตอนนี้ ซึ่งกรณีดังกล่าวที่ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับประชาชนคนไทยที่รัฐบาลไทยกำลังจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่งในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีที่ จ.อุบลราชธานี โดยให้เหตุผลว่าไม่มีใครคัดค้านการก่อสร้าง แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ฝากเตือนมายังประเทศที่กำลังจะตัดสินใจก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นภายในประเทศว่าให้คิดให้ดี ดังนั้นเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงยืนยันว่าคนอุบลฯ ไม่ต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะเรามีพลังงานเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศและมีพลังงานทางเลือกอีกหลายอย่างที่จะทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งพลังงานที่มาจากพืชหรือการช่วยกันประหยัดพลังงานซึ่งจะดีกว่าที่จะเอาชีวิตประชาชนมาเสี่ยงกับการเกิดระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่รัฐบาลจะตั้งขึ้น

 น.ส.สดใส  กล่าวว่า วันที่ 15 มีนาคมนี้เครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จ.อุบลราชธานี จะมีการรวมตัวกันเพื่อแถลงการณ์ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากกรุงเทพฯ และกรีนพีชที่กรุงเทพฯ เพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่รัฐบาลไทยจะอนุมัติให้ก่อสร้างขึ้น พร้อมกันนี้จะร่วมกันแสดงออกถึงความเสียใจกับพี่น้องประชาชนชาวญี่ปุ่นที่กำลังประสบภัยทั้งสึนามิและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดจึงเชิญชวนประชาชนออกมาร่วมแสดงออกดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของตนเองและลูกหลานในอนาคต

 เพราะปัจจุบันรัฐบาลรับฟังแต่กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่าไม่มีใครคัดค้าน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ไปถามประชาชนส่วนใหญ่ว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งตนมั่นใจว่าเฉพาะพื้นที่ จ.อุบลราชธานี น่าจะมีประชาชนไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างดังกล่าวมากกว่าล้านคนเพียงแต่เขาไม่มีโอกาสได้แสดงออกถึงความคิดเห็นเท่านั้น ดังนั้นตนจึงอยากให้รัฐบาลทบทวนไม่ให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ใดของประเทศไทย และหันมาสนับสนุนพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชีวมวลภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่

 "ส่วนในแนวทางการต่อสู้และรณรงค์ทางกลุ่มฯ มีแผนการที่จะรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงผลกระทบในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้นทั้งด้านการประชุมวิชาการและการเดินรณรงค์ ไม่ใช่ให้รัฐบาลให้ข้อมูลด้านบวกอย่างเดียวแต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องผลกระทบที่จะตามมาเพื่อหวังที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ได้ นอกจากนี้ทางกลุ่มฯ ยังพร้อมจะทำหนังสือไปยังประเทศที่กำลังจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างเช่นประเทศเวียดนาม และให้ทบทวนเรื่องการก่อสร้างใหม่อีกครั้ง"น.ส.สดใส กล่าว

 ผศ.ดร.ชมพูนุช  โมราชาติ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้แสดงความคิดเห็นไปในเฟสบุ๊คเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับมหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจจะยังคาดไม่ถึงและยังไม่รับทราบข้อมูลในเชิงลึก และยิ่งกรณีปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นเกิดขึ้นด้วยแล้วยิ่งทำให้ตอกย้ำความรู้สึกเลวร้ายเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน จ.อุบลราชธานี และในประเทศไทยมีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากขนาดประเทศญี่ปุ่นที่ว่ามีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชน ที่สำคัญไปกว่านั้นปัจจุบันการระเบิดของโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นมีปัญหากับสวัสดิภาพลูกสาวของตนซึ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและประสบภัยดังกล่าว เพราะหลังจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นระเบิดรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับผู้อยู่อาศัยในประเทศเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างชาติที่ไม่ชำนาญภาษาญี่ปุ่นต้องประสบปัญหาอย่างหนัก โดยไม่รู้ว่าจะหลบภัยอย่างไรจึงจะปลอดภัยต่อตนเอง ซึ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมาตนต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อติดตามและแปลข้อความภาษาญี่ปุ่นกลับไปให้ลูกสาว และหาทางเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็ว และหลังจากนี้ตนและกลุ่มเครือข่ายฯ จะให้ข้อมูลกับประชาชนได้รับทราบถึงภัยพิบัติของนิวเคลียร์ทุกรูปแบบทั้งด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ก และการแสดงออกอื่นๆ พร้อมกับยกระดับการต่อต้านไปสู่ระดับนานาชาติเพื่อให้ประชาชนทั่วโลกร่วมกันต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งจะเป็นมหันตภัยต่อโลกในอนาคต
 
 นายจีรพงศ์  สอนอาจ  อายุ 23 ปี กล่าวว่า ตนในฐานะประชาชนชาว จ.อุบลราชธานี คนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในพื้นที่เด็ดขาด เพราะถึงแม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่เกิดปัญหาเราก็ไม่มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในบ้านเราจะมีความปลอดภัยแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีและการดูแลรักษาความปลอดภัยในโรงไฟฟ้า ว่ามีประสิทธิภาพและมีความรัดกุมมากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วประเทศเราต้องยอมรับว่าการคอรัปชั่นยังมีสูงดังนั้นหากงบประมาณบางส่วนถูกตัดไปโดยการคอรัปชั่นแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนซึ่งเป็นคนในพื้นที่ หรือไม่เช่นนั้นทำไมไม่เอาโรงไฟฟ้าที่ว่านี้ไปตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เสียเลย ไม่ใช่มาตั้งอยู่ต่างจังหวัดไกลๆ ซึ่งหากเกิดอะไรรัฐบาลก็ไม่ได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสี
 
 นายจีรพงศ์  กล่าวว่า ความจริงพลังงานทางเลือกของประเทศไทยมีอีกมาก ทั้งไฟฟ้าพลังน้ำ และไฟฟ้าชีวมวล โดยเฉพาะพลังงานทางเลือกที่ได้จากการปลูกพืชพลังงานของประชาชน ซึ่งสามารถทำได้ และหากประเทศต้องการพลังงานมากขนาดนั้นโอกาสที่จะพัฒนารายได้เกษตรกรจากการปลูกพืชเหล่านี้น่าจะมีเพิ่มมากขึ้นไม่ใช่หรือ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากเกษตรกรปลูกพืชพลังงานจนมีรายได้ที่ดีสม่ำเสมอโอกาสที่ประเทศชาติจะเจริญไปอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องรอว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะระเบิดหรือไม่ก็มีไม่ใช่หรือ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลน่าจะนำไปคิดบ้าง เพราะแม้รัฐบาลบอกว่าพลังงานนิวเคลียร์ถูกกว่าการผลิตพลังงานชนิดอื่น แต่ถ้าเอาความเสี่ยงของคนในประเทศมาแลกก็ไม่น่าจะคุ้ม

 ส่วนที่ต่างประเทศที่เจริญทำกันประเทศเขาต่างจากเราตรงที่การปลูกพืชพลังงานอาจไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่ แต่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนปลูกพืชได้ดี และมีพื้นที่มากกว่าจึงน่าจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชพลังงานมากกว่าที่จะไปลงทุนบนความเสี่ยงของชีวิตชาวบ้าน ยิ่งประเทศญี่ปุ่นมีปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดด้วยแล้ว เชื่อว่านอกจากตนซึ่งเป็นประชาชนคนไทยและชาวอุบลฯ คนหนึ่งที่คัดค้านแล้ว ยังจะมีคนอุบลราชธานี และชาวไทยอีกมากที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่แน่นอน