ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-แก่น

เล่นหูเล่นตา-แก่น

14 มี.ค. 2554

“อย่าตัดสินหนังสือเพียงแค่ปกของมัน”

 ใครก็ไม่รู้พูดไว้ ฉันชอบความคิดนั้น ทั้งๆ ที่มันสวนทางกับความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ใครๆ ก็มองกันเพียงภาพภายนอก ความสวยงามจากภายนอกทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง  ใครสักกี่คนจะพาตัวเองผ่าเปลือกห่อหุ้มที่น่าเกลียด เข้าไปหาความจริงอันงดงามที่ซ่อนอยู่ในส่วนที่ลึกเข้าไป ที่เขาเรียกกันว่า “แก่น” หากเป็นเช่นนั้นแล้ว คงไม่ต้องประกวดความงามใดๆ ในโลกนี้ และคงจะมีตำแหน่ง นางอุบาทว์จักรวาลเกิดขึ้นมาแทน  ว่ากันว่าความจริง หรือแก่นแท้นั้น ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และต้องอาศัยความกล้าในการพิสูจน์ แต่ปัญหาก็คือ จะมีใครยอมเสียเวลาไปพิสูจน์หรือเปล่า

 “ขายอะไรกันร้านนี้็เนี่ย ผ่านมาทีไรแน่นทุกที”

 ฉันหยุดยืนหาเหตุผลบางอย่างที่หน้าร้านอาหารจีนร้านหนึ่งในเยาวราช มีป้ายติดว่า “อาหารแต้จิ๋ว” เป็นร้านตึกแถว 2 คูหา ห้องหนึ่งไม่มีแอร์ อีกห้องมีแอร์ ซึ่งก็ดูมอมแมมอย่างไรบรรยายไม่ถูก ต้องมาเห็นเองกับตา มีโต๊ะอยู่ 5-6 โต๊ะในร้าน หน้าร้านอีก 2 โต๊ะบนทางเท้า ฉันมายืนลังเลแบบนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ที่ไม่กล้าเดินเข้าไปพิสูจน์จริงจังด้วยการนั่งกิน ได้แต่เดินจากไปพร้อมกับความสงสัย กะว่าต้องได้คำตอบ แต่ขอสแกนสัก 1 รอบด้วยตาเปล่า มีสิ่งใดที่ดึงดูดใจผู้คนให้เข้ามานั่งในร้านนี้จนแน่นทุกครั้งที่ผ่าน

 คนส่วนใหญ่ส่งภาษาจีนกันล้งเล้งราวกับที่นี่เป็นซัวเถา กระนั้นเสียงตะเกียบกระทบถ้วยข้าวดังป๊งเป๊งก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดราวาศอกให้แก่กัน ทั้ง 2 เสียงดังแข่งกันอย่างนั้นจนกว่าโต๊ะไหนจะอิ่มจึงจะเหลือแค่เสียงคุยที่ดังขึ้นกว่าเดิม เสริมด้วยเสียงหัวเราะ โต๊ะสเตนเลสกับเก้าอี้กลมๆ ที่แสนจะธรรมดาตั้งอยู่ในร้าน ผนังปูนสีขาวยิ่งทำให้มันธรรมดาเข้าไปอีก มีเพียงภาพเขียนภาพใหญ่ติดข้างฝาที่พอจะเป็นที่สะดุดตา แต่พอเพ่งไปในรายละเอียด มันเป็นเพียงภาพเขียนสีน้ำของคนจีนที่มีม้าโง่ๆ 8 ตัว วิ่งรวมกัน ดูจากฝีพู่กันแล้ว คนเขียนคงมิได้ใฝ่สูงจะเป็นจิตรกรเลื่องชื่ออย่างใครๆ เป็นแน่ ถึงตรงนี้ก็แยกไม่ออกระหว่างภาพกับฉัน ว่าอะไรโง่กว่ากัน! หน้าร้านมีกระบะพลาสติกวางเรียงรายกันอยู่ 6-7 กระบะ มันเป็นที่ขังกุ้ง หอย ปู ปลา และกั้ง ที่ตัวโตจนน่าตกใจ  (อือ...ค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย) แต่ก็วางเขระขระบนพื้นดูเหมือนอยู่ในตลาดอาหารทะเลมากกว่าร้านขายอาหาร ใกล้ๆ กันมีกระบะใส่น้ำแข็งยกสูงขึ้นให้เห็นง่ายๆ มีของทะเลที่ตายแล้วแต่ก็ยังดูสด กุ้ง ปลา แล้วนี่อะไร? ปลาไหลเมืองจีนตัวยาวที่เห็นแล้วอาจมีเสียง “ยี้” ตามมา แต่มันต้องไม่ธรรมดา เพราะไม่ค่อยเห็นในร้านทั่วไป ฉันชะโงกหน้ามองดูแต่ละโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารจานโต ทุกคนก้มหน้าก้มตากิน บรรยากาศราวกับอยู่ในบ้านของตัวเอง ปลานึ่ง ผัดผัก ที่สั่งกินทุกโต๊ะ เหมือนที่แม่ของฉันทำให้กินตั้งแต่เด็กจนแก่ ไม่เห็นจะพิเศษตรงไหนเลย ว่าแล้ว...ไปกินร้านอื่นดีกว่า!

 ฉันยังคงเดินผ่านร้านนี้ แล้วยื่นหน้าไปดูแบบนี้อีกต่อไปอีกหลายครั้ง ดีที่เจ้าของร้านจำหน้าไม่ได้ ไม่งั้นฉันคงต้องโดนด่าสักวัน แล้ววันหนึ่งฉันก็เดินเข้าร้านไปโดยไม่หยุดคิดอะไรนอกจาก... “อะไรมันจะเป็น มันก็ต้องเป็น...เดี๋ยวก็รู้”

 อาเจ้เจ้าของร้านวัยกลางคนเดินเข้ามารับออเดอร์ด้วยภาษาไทย สำเนียงจีนแบบคุณโซเฟียลา เป๊ะ! จนฉันอยากจะขอซับไตเติ้ลไทย บรรยายใต้ภาพ เพราะหลายคำที่ฟังไม่รู้เรื่อง บางคำฉันก็หัวเราะก๊าก เช่น “ล้ำเก็งหมูฉับ” (น้ำแกงหมูสับ) “ผัดหอยตั๊กลัก” (ผัดหอยตลับ) จนถึง “ล้ำเข็ง” (น้ำแข็ง) กับ “เป๊กซี่” (เป๊ปซี่) หรือ “คก” (โค้ก) ไม่มีข้อมูลอยู่ในหัว ฉันจึงใช้วิธีลอกเลียนแบบโต๊ะที่กำลังกินอยู่ แล้วสั่งตามซึ่งได้แก่ ผัดผักโต้เมี้ยว ห่านพะโล้ หอยแครงลวก ผัดหมี่ซั่ว ปลาเก๋านึ่งซี่อิ๊ว ปูนึ่ง กระเพาะปลาสดตุ๋นน้ำแดง แค่นั้นก็ไม่มีที่จะวางแล้ว นี่ขนาดนั่งโต๊ะกลม อาหารแต่ละจานจานใหญ่จานโตทั้งนั้น และอาหารมาเร็วมากไม่รู้เสกหรือผัดมา ฉันมองเข้าไปที่ห้องครัว เป็นแบบเปลือยไม่มีกระจก หรือประตูกั้นแบบร้านอื่นๆ เขาโชว์กัน เป็นเพียงห้องครัวของบ้านตึกแถวที่ข้าวของวางระเกะระกะเต็มห้อง ผนังเขรอะเลอะน้ำมัน เตาฟู่ของจีนแหล่งกำเนิดความอร่อยที่อาเฮียเจ้าของร้านกับลูกชายและลูกจ้างช่วยกันบรรเลงอย่างรวดเร็ว นี่กระมังเคล็ดลับความอร่อยไม่สุกจนเกินไป ความร้อนถึง ใช้เวลาสั้นๆ ในการปรุง นอกจากลูกชายอาเฮียที่หน้าตาดีแล้ว ไม่มีอะไรน่ากิน เอ้ย! น่าสนใจ ฉันจึงหันกลับมาตั้งอกตั้งใจกิน เริ่มจากผัดผักสดกรอบ ไม่มัน และไม่สุกจนเกินไป มีรสชาติของซีอิ้วขาวนำ ไม่ใช่ซอสหอยนางรมข้นๆ แบบที่ร้านทั่วไปทำ แค่ผักสด น้ำมัน ซีอิ๊วขาว แค่นี้ก็อร่อยแล้ว หอยแครงก็ลวกพอดี จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด อร่อยจนขอน้ำจิ้มเพิ่มอีก 1 ถ้วย (ถ้วยข้าวต้ม)

 ผัดหมี่ซั่วนั้นจืดๆ เพราะปกติแล้วคนจีนจะกินจืดกว่าคนไทย ถ้าจืดไปก็เติมซีอิ๊วขาวเพิ่ม ฉันว่านี่แหละรสชาติของจีนแท้ๆ ปลาเก๋านึ่งซีอิ๊วนั้นใส่ต้นหอมจีนแทนต้นหอมไทย ซีอิ๊วรสชาติเข้มข้น ตัวปลาก็ดูขึ้นเงาแต่ไม่มันจนเกินไป กินคำแรกน้ำตาจะไหล เนื้อปลาหวานมากๆ สดอะไรอย่างนี้ เงยหน้าอีกทีเหลือแต่ก้าง ปูนึ่งตัวโตหนักเกือบโล ตัวละ 1,500 บาท ตัวเดียวเต็มจาน ความสดนั้นคงจะสดคล้ายกันทุกที่ แต่ความสุกของมันต้องยกให้ มันสุกพอดีเป๊ะ พอดีขนาดนี้ไม่ค่อยเจอ ส่วนใหญ่จะสุกเกินไปจนเนื้อจะด้านๆ แต่นี่ชุ่มฉ่ำมาก (เขียนไปน้ำลายไหลไป) กระเพาะปลาสด ที่เป็นถุงลมปลาทะเลก็ไม่เหม็นคาว รสชาติเหมือนกับกินน้ำซุปหูฉลาม อร่อยเชิงอนุรักษ์ไม่ทำลายสมดุลใต้ทะเลแบบนี้ค่อยยังชั่ว

 ใกล้จะหมดแล้ว อาเฮียเจ้าของร้านเดินมาถามว่า “อร่อยมั้ย?” ด้วยสำเนียงเดียวกับอาเจ้เมียแก จึงรู้ว่าร้านนี้เปิดมา 6 ปีแล้ว แกมาจากซัวเถา (ไม่บอกก็รู้) เมาท์กับฉันสักพักแกก็กลับไปนั่งโต๊ะเก็บเงินที่อยู่หน้าปากประตูห้องครัว จิบบรั่นดีขวดละหลายพันอย่างมีความสุข ส่วนอาเจ้นั้นนั่งกินผัดหอยปกขัก (หอยกะพง) โดยใช้มือหยิบแล้วใช้ปากดูดเนื้อออกจากเปลือกบางๆ (แบบที่เตี่ยฉันกิน) กินหอยกะพงให้อร่อยต้องใช้มือ อยากจะลุกขึ้นไปจกจากจานอาเจ้สัก 3-4 ตัว ก็เกรงใจ เลยสั่งว่าคราวหน้ามาฉันต้องได้กินแบบที่เจ๊กิน อาเจ้ยิ้มแล้วรับปาก นี่ถ้ามีกากหมูเจียวกรอบๆ โรยใส่ผัดหอยกะพงมีน้ำตาซึม คิดถึงเตี่ยกับแม่ที่ทำให้กินตั้งแต่จำความได้ว่าเป็นลูกคนจีน หลังจากนั้นฉันก็แวะไปกินอีกหลายครั้ง (ว่าแล้วพรุ่งนี้ไปกินอีกดีกว่า) เพราะความกล้า ทำให้ฉันได้สัมผัสถึง “แก่น” ของความอร่อย (ความอร่อยให้ 4 ดาว แต่บรรยากาศให้ครึ่งดาว!)

 ปล. ร้านอาหารแต้จิ๋ว เบอร์โทร 08-9059-4076, 0-2221-4242 ที่อยู่ 513-515 ถนนเยาวราช ตรงข้ามโรงแรมเอ็มไพร์

เจนนิเฟอร์ คิ้ม