ไลฟ์สไตล์

มช.ส่งซอฟต์แวร์ค้นหาก้อนมะเร็งกวาดดูพิรุธบนฟิลม์เอกซเรย์แทนตามนุษย์

มช.ส่งซอฟต์แวร์ค้นหาก้อนมะเร็งกวาดดูพิรุธบนฟิลม์เอกซเรย์แทนตามนุษย์

13 มี.ค. 2554

ถึงแม้การส่องหาจุดผิดปกติเล็กๆ บนแผ่นฟิล์มเอกซเรย์เพื่อค้นหาตำแหน่งที่อาจเป็นก้อนมะเร็งเต้านมไม่ถึงขั้นงมเข็มมหาสมุทรก็ตาม แต่ถ้าต้องนั่งใช้แว่นขยายส่องดูกันทั้งวันมีหวังนัยน์ตาถลนออกมาจากเบ้ากลอกตากลิ้งอยู่บนโต๊ะ

งานหลายอย่างสามารถเขียนโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์ทำงานแทนแพทย์ หรือบุคลากรด้านการแพทย์ได้ นอกจากช่วยลดเวลาการวินิจฉัยแล้ว ยังช่วยลดความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดจากความเหนื่อยล้าด้วย

 รศ.นิพนธ์ ธีรอำพน ศูนย์วิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ที่ต้องการการพัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยงานด้านวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วและแม่นยำ โดยหวังว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะช่วยแพทย์ตัดสินข้อมูลที่ต้องการการวิเคราะห์ที่แม่นยำ

 “ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์แยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นโจทย์คือ ทำอย่างไรถึงพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ฉลาดขึ้นเก่งขึ้น” รศ.นิพนธ์ กล่าว

 ภารกิจดังกล่าวทำให้ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ศูนย์วิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพียรพัฒนาซอฟต์แวร์ทางการแพทย์มากกว่า 100 ชนิด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยเฉพาะโรค เช่น โรคมะเร็ง

 หนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ดร.นิพนธ์ พัฒนาขึ้น คือซอฟต์แวร์ช่วยตรวจหาก้อนหินปูนขนาดเล็กในภาพเอกซเรย์ หรือเมมโมแกรม เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม ซึ่งปกติแพทย์จะต้องใช้แว่นขยายเพื่อส่องหาจุดเล็กๆ ของก้อนหินปูนบนฟิล์มเอกซเรย์ ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจเจริญไปเป็นเซลล์มะเร็ง

 “หากมีก้อนหินปูนสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก คนนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติ ซึ่งซอฟต์แวร์สามารถค้นหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยสามารถขยายภาพอัตโนมัติ และทำงานซ้ำๆ กันได้โดยที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย” นักวิจัย กล่าว

 โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะนำแผ่นฟิล์มมาส่องหาสิ่งผิดปกติด้วยแว่นขยาย ซึ่งอาจเกิดอาการล้าได้หากทำไปนานๆ หากมีวิธีที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย เข้ามาช่วยดูและคัดกรองเพื่อหาเซลล์เดียวที่มีรูปร่างผิดปกติ เช่น มะเร็งปากมดลูก การวิเคราะห์จะทำได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 ซอฟต์แวร์ประเภทเดียวกันนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น และมาทั้งระบบซึ่งประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งมีราคาแพง อีกทั้งเป็นเทคโนโลยีปิดที่มีการเข้ารหัสข้อมูล และทุกครั้งที่บริษัทเจ้าของซอฟต์แวร์ปรับปรุงเปลี่ยนมาตรฐาน ผู้ใช้จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์เพื่ออ่านผลข้อมูลโดยเฉพาะทำให้เป็นค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องไม่รู้จบ

 “การพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นเองเท่ากับเราได้สร้างซอฟต์แวร์ที่มีความต้องการเฉพาะทาง แม้บางอย่างอาจยังไม่เคยมีมาก่อนในโลก เพราะการผลิตซอฟต์แวร์เฉพาะอาจไม่คุ้มค่าหากต้องการทำตลาด” นักวิจัย กล่าวและว่า เทรนด์ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในอนาคต คือแพทย์ที่เป็นคนกำหนดโจทย์ปัญหาจากที่ผ่านมาซอฟต์แวร์มากกว่า 70% เกิดจากความคิดของนักวิจัยเอง

 ทีมวิจัยพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยลดข้อจำกัดดังกล่าว รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์เพิ่มเติมเพื่อขยายขอบเขตจากภาพเอกซเรย์มาเป็นภาพดิจิทัล รองรับการใช้งานเทคโนโลยีเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล ที่สามารถทำงานร่วมกับสแกนเนอร์ธรรมดา และแสดงผลข้อมูลบนโปรแกรมตารางคำนวณ ซึ่งปัจจุบันทำได้สำเร็จแล้ว

 อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่าความยากของการพัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยวินิจฉัยโรค อยู่ที่ความเสถียรของเทคโนโลยี หากนำไปใช้งานในวงกว้างโดยไม่ควบคุมสภาพแวดล้อมอาจเป็นผลให้การวิเคราะห์คลาดเคลื่อนได้ และเป็นโจทย์ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกพยายามแก้ไขเพื่อลดจุดอ่อนที่เกิดขึ้น

 “ซอฟต์แวร์ที่คนไทยพัฒนาขึ้นเองนั้นข้อดีคือต้นทุนน้อย และสร้างผลกระทบสูงมากถ้าพัฒนาได้ตรงความต้องการ มีโอกาสสำเร็จและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้มากกว่าการพัฒนายาที่ต้องผ่านกระบวนการวิจัยหลายขั้นตอน” นักวิจัยกล่าว

 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีซอฟต์แวร์ทางการแพทย์มาช่วยลดภาระงาน แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังต้องเป็นแพทย์อยู่ดี

จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา