
ต้อหิน
โรคต้อหิน เป็นโรคขั้วประสาทตาเสื่อม ซึ่งไม่มีสาเหตุเป็นปัจจัยเสี่ยงภายในลูกตามีการสร้างของเหลว และระบายออกทางช่องเล็กในส่วนหน้าของลูกตา
การสร้างและการระบายจะอยู่ในสภาพที่สมดุล ทำให้ความดันภายในลูกตาคงที่ หากมีการอุดตันทำให้ของเหลวระบายออกไม่สะดวก จากเหตุใดๆ ก็ตามจะเกิดการคั่งของของเหลว ทำให้ความดันภายในลูกตาสูงขึ้น เกิดอาการปวดลูกตาและศีรษะซีกนั้นอย่างรุนแรง ความดันยังกดประสาทตาและจอตา ให้ฝ่อเสื่อม ทำให้ลานสายตาแคบลงจนเหลือคล้ายดูภาพผ่านรูกระบอก และสายตาก็มัวลงจนบอดสนิทในที่สุด
ชนิดของโรคต้อหิน
1.Open angle glaucoma ต้อหินชนิดมุมเปิด
2.Angle closure glaucoma ต้อหินชนิดมุมปิด
3.Secondary glaucoma ต้อหินจากสาเหตุอื่น
4.Normotention glaucoma ต้อหินชนิดความดันตาไม่สูง
5.Congenital glaucoma ต้อหินแก่กำเนิด
อาการแบบเฉียบพลัน
- ปวดลูกตาและศีรษะซีกนั้นอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
- ไม่สามารถระงับได้ด้วยยาแก้ปวดธรรมดา ตาแดง น้ำตาไหล กลัวแสง สายตาพร่ามัว อาจมองหลอดไฟฟ้าที่ส่องสว่างอยู่เห็นเป็นสีรุ้งรอบๆ หลอดไฟ
อาการแบบเรื้อรัง
- อาจมีเพียงเคืองตา หรือปวดกระบอกตา
- ปวดศีรษะข้างที่เป็นครั้งคราว
- อาการที่ไม่รุนแรงและไม่ชัดเจน คือ ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลงอย่างช้าๆ จนบอดในที่สุด จะทราบได้ว่า เป็นโรคนี้ก็ต่อเมื่อให้จักษุแพทย์ตรวจลานสายตา และวัดความดันในลูกตา
อาการของต้อหิน
เนื่องจากโรคต้อหินมีการดำเนินโรคอย่างช้าๆ ความดันในตาค่อยๆ เพิ่ม ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการ นอกจากผู้ป่วยบางรายที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการไม่ชัด เมื่อมองแสงไฟจะเห็นรุ้งกินน้ำเป็นวงๆ ปวดตา ปวดศีรษะ โรคต้อหินเป็นได้ทุกวัย คนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ดังนั้นแพทย์แนะนำให้มีการตรวจตาเป็นประจำ
ขอแนะนำว่าผู้ที่อายุ 40 ปี ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคต้อหิน หากปกติก็ให้ตรวจทุก 1-3 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรได้รับการตรวจคัดกรองทุก 1 ปี สำหรับท่านที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหิน ควรได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 40 ปี
ผู้ที่มีความเสี่ยง
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน
- ผู้ที่เป็นเบาหวาน
- ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก หรือยาวมาก
- ผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุที่ตามาก่อน
- ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ (Steriod)
การรักษา
- การรักษาอาการแบบเฉียบพลัน มักใช้การรักษาด้วยเลเซอร์ ต้อหินร่วมกับการใช้ยาหยอด และยารับประทานหรือการผ่าตัด
- การรักษาอาการแบบเรื้อรัง รักษาโดยการใช้ยาหยอดตา หรือร่วมกับรับประทานยาเพื่อควบคุมความดันลูกตา ร่วมกับรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการผ่าตัดต้อหินในรายที่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผล
- ปัจจุบันมีการใช้แสงเลเซอร์รักษาต้อหินทั้งในแบบอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง
การรักษาโดยการผ่าตัด
การผ่าตัดทุกชนิดจะมีความเสี่ยง แพทย์มักจะใช้ยาก่อนในช่วงแรกของการรักษา แต่การผ่าตัดปัจจุบันก็ประสบผลสำเร็จด้วยดี การผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นต้อหินชนิดมุมปิด หรือในต้อหินมุมเปิดที่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผลหรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา
Glaucoma Laser surgery
การผ่าตัดด้วยวิธีเลเซอร์ แพทย์จะหยอดยาชาที่ตา หลังจากนั้นจะใช้พลังงานจากแสงเลเซอร์หลังจากนั้นจะใช้พลังงานจากแสงเลเซอร์ เพื่อเปิดทางเดินน้ำเลี้ยงตา ขณะทำท่านอาจจะเห็นแสงเหมือนถ่ายรูป และมีอาการระคายเคืองตาแต่ไม่เจ็บตา การรักษาโดยวิธีเลเซอร์ จะลดความดันลูกตา เป็นการชะลอการผ่าตัด
วิธีการผ่าตัดโดยเลเซอร์ มีดังนี้
- Laser peripheral iridotomy
- Argon Laser Trabeculoplasty
- Laser cyclophotocoagulation
หลังการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ผู้ป่วยจำเป็นที่ต้องใช้ยาและบางรายอาจต้องฉายแสงเลเซอร์ซ้ำ
การผ่าตัดแบบ Microsurgery (Trabeculectomy) เป็นวิธีที่เหมาะกับต้อหินทุกชนิด ทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง การผ่าตัดจะใช้ยาชาเฉพาะที่ หลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถเดินและกลับบ้านได้โดยมีผ้าปิดตา และห้ามถูกน้ำ ห้ามออกกำลังกายอย่างหนัก ห้ามก้มดำน้ำ หรืออ่านหนังสือเป็นเวลา 1 เดือน หลังการผ่าตัดการมองเห็นก็จะเหมือนปกติ จะมีรูเล็กๆ ที่ตาขาว ซึ่งถูกหนังตาปิดบังอยู่
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์
โทร.0-2910-1600



