
มองนอกดูใน - สวยด้วยคุณธรรมและสติปัญญา
บนเวทีการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ประจำปี 2552 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ คำตอบของ น้องไข่มุก หรือ น.ส.ชุติมา ดุรงค์เดช ต่อคำถามของพิธีกรเป็นไปด้วยความหนักแน่น เรียกเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง
“คุณชอบเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละวันอย่างไร"
"การนั่งสมาธิเป็นการกำหนดจิตรู้ดีชั่ว ทำให้มีสติในการทำทุกสิ่ง และเมื่อมีสิ่งใดมากระทบทวารทั้ง 6 ก็จะทำให้มีสติรับรู้ได้ว่ารู้สึกอย่างไรต่อสิ่งนั้น สติจึงมีประโยชน์มากในการดำเนินชีวิต”
“เปรียบตัวเองเป็นต้นไม้ จะเลือกเป็นส่วนไหน เพราะอะไร”
"ขอเลือกเป็นราก เพราะถ้าไม่มีรากก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ไข่มุกอยากเป็นผู้ให้ ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากคุณแม่ที่ให้ทุกอย่างจนมีวันนี้ บนเวทีนี้อยากบอกว่า แม่ค่ะ I wanna love you so much”
หลังจากนั้นไม่นานก็มีการประกาศผู้ที่ได้มงกุฎมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2009 ควบอีก 2 รางวัล คือนางงามผิวสวย และขวัญใจช่างภาพไปครอง ซึ่งก็ได้แก่ น้องไข่มุก หรือ น.ส.ชุติมา ดุรงค์เดช วัย 23 ปี
เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา น้องมุกและคุณแม่ได้มาปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน และขอโอกาสให้ข้าพเจ้าให้พรก่อนขึ้นเวทีประกวด ซึ่งข้าพเจ้าได้เตือนว่า เราต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะเราไม่ได้ถูกบังคับให้ไปยืนบนเวทีประกวด เราเป็นคนเลือกที่จะไปอยู่บนเวทีนั้นเอง เราจึงไม่ใช่ผู้ถูกเลือก แต่เป็นผู้เลือก ฉะนั้นเราต้องมั่นใจ และต้องเคารพในเส้นทางที่เลือก โดยใช้เส้นทางนั้นอย่างเป็นกุศลให้ได้มากที่สุด
และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ น้องไข่มุก และ คุณแม่เพชรา ก็ได้มาเยี่ยมเยียนเสถียรธรรมสถาน ซึ่งตรงกับวันที่มีกิจกรรมจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ น้องไข่มุกได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความสนใจในธรรมะไว้อย่างน่าสนใจในรายการวิทยุสาวิกาว่า
“ได้มีโอกาสนั่งวิปัสสนาตั้งแต่อายุ 15 ปี ไปกับคุณแม่ ทำให้มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น การดำรงชีวิตประจำวันก็ทำให้มีสติมากขึ้น เวลามีอะไรมากระทบจิตใจ มีการเกิดดับของกิเลส บางครั้งจับไม่ทัน แต่การนั่งวิปัสนาก็จะช่วยให้ทัน ถ้ามีโทสะมากระทบจิตใจของเราไม่ว่าจะผ่านทางตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรามีสติมั่นคงเราจะสามารถวิเคราะห์ตรงนั้นได้ว่าสิ่งที่เราควรทำตรงนั้นคืออะไร...
ตั้งแต่เริ่มไปวิปัสสนาได้มีโอกาสฟังธรรมและฟังพระคำสอน ทำให้ไข่มุกเกิดความศรัทธา และเห็นว่าพระธรรมเป็นสัจธรรม คือ ความจริงทุกๆ อย่าง เช่น ศีล 5 ซึ่งไม่ใช่แค่เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี แต่ศีล 5 จะคุ้มครองเราด้วย ถ้าไม่ลักขโมย ก็จะทำให้เราไม่ตกไปสู่ที่มืด ไข่มุกศรัทธาในพระพุทธศาสนาในคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิต คำสอนของท่านสามารถทำให้เราคิดอะไรหลายๆ อย่างได้ ทำให้เราพ้นทุกข์ได้”
และเมื่อถูกถามถึงความในใจในวันที่ได้รับตำแหน่ง น้องไข่มุกตอบสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าว่า
“ก็อยากจะแสดงความกตัญญูต่อคุณแม่ด้วยการพูดคำว่า ‘รักแม่’ กลางเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สค่ะ”
นอกจากนี้ คุณแม่เพชรายังได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกกับกลุ่มจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ว่า ‘เพลง’ นับเป็นหนึ่งสิ่งที่คุณแม่ของครอบครัวดุรงค์เดชใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารและอบรมสั่งสอนลูกทุกคน
“จะสอนลูกเหมือนกันหมดทุกคน อย่างเพลง ‘ดั่งดอกไม้บาน’ และเพลง ‘เก็บดวงดาว’ ของเสถียรธรรมสถาน พอถึงวันเกิดของน้องไข่มุก ก็จะเขียนเนื้อเพลงส่งไปให้เขาที่อังกฤษ...เขาเห็นเพลงนี้ก็จะร้องไห้ทุกครั้ง…สองเพลงนี้เป็นเพลงที่ดีมาก มีความรักมีทุกอย่างอยู่ในนั้น และก็เป็นจริงอย่างที่คุณแม่ทำให้เขา ถ้าเขาจะทำอะไรไม่ดีเขาก็จะนึกถึงเพลงนี้ แล้วก็จะไม่ทำสิ่งนั้น เขารู้ว่าความรักของแม่ที่มีให้เขานั้นสูงส่งมาก แล้วก็จะทำตามเหมือนดั่งความรักของพ่อแม่ที่มีให้”
และก่อนจะจากกันในวันนั้น น้องไข่มุกได้เข้ามาลาและบอกกับข้าพเจ้าว่า
“ตั้งแต่ได้ฟังคุณยายพูดให้สติและกำลังใจในวันนั้น เมื่อถึงวันประกวด หนูก็ก้าวขึ้นเวทีประกวดด้วยความมั่นใจ”
ข้าพเจ้าจึงย้ำกับเธอว่า การได้รับโอกาสเป็นตัวแทนเพื่อเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส ปี 2009 ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ถ้าเธอยังคงมั่นใจอย่างนี้ เธอก็จะได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส และ...
“ขอให้หนูไปยืนอยู่บนเวทีด้วยกรุณาแห่งหัวใจ และด้วยคุณธรรมในใจของหนู...จะทำให้หนูเดินบนหนทางนี้อย่างอยู่รอดและปลอดภัยด้วยสติปัญญา”
"ธรรมสวัสดี"



