ไลฟ์สไตล์

หัวใจไทย-ลาว คำหอมผู้รักษาชาติด้วยวัฒนธรรม

หัวใจไทย-ลาว คำหอมผู้รักษาชาติด้วยวัฒนธรรม

10 มี.ค. 2554

มันไม่ง่ายเลยที่คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างข้าพเจ้าจะใช้เวลาชั่วขณะเข้าถึงจิตใจ ชายสูงวัยผู้มีผมขาวโพลนสื่อสารออกมาได้ครบถ้วนกระบวนความ หากแต่เหล่านักเขียนใหญ่น้อยบางคนกลับพบปรัชญาซ่อนในงานเขียน คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ หรือเป็นที่รู้จักว่

เมื่อเร็วๆ นี้เขาเปิดไร่ธารเกษม จ.นครราชสีมา อันร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ บอกเล่าประสบการณ์บนถนนสายน้ำหมึกแก่คณะนักเขียนในโครงการบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย การกล่าวต้อนรับเพียงไม่กี่นาทีบนเก้าอี้ไม้ธรรมดาวันนั้น มันช่างไม่ธรรมดาเลย

 “ผมรู้สึกดีใจที่กระทรวงวัฒนธรรมเห็นความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการเขียน การอ่าน งานวรรณศิลป์ ผมเคยเขียนในหนังสือที่ระลึก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เพื่อนผู้ล่วงลับว่าด้วยความก้าวหน้าของการสื่อสารและการคมนาคมในปัจจุบัน ช่วยให้การเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเป็นไปได้ง่ายและสะดวกขึ้น ส่งผลให้สิ่งที่แบ่งเขตแดนประเทศบนแผนที่โลกค่อยๆ จางลง แล้วต่างก็หันไปนับถือเอาวัฒนธรรมเป็นพรมแดนระหว่างประเทศ พร้อมกับที่ยึดเอาวัฒนธรรมเป็นเครื่องหมายของความเป็นชาติ”

 ลุงคำสิงห์ เล่าอีกว่า ได้มีโอกาสเดินทางไปยุโรปครั้งสุดท้ายเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว สิ่งที่ทำให้รู้สึกได้ว่าเส้นแบ่งเขตประเทศลดลงคือการคมนาคมที่สามารถโดยสารรถไฟจากสวีเดน ไปอังกฤษ ฝรั่งเศสและอื่นๆ โดยไม่แสดงหนังสือเดินทาง ทั้งที่ทวีปยุโรปประกอบด้วยหลายประเทศ เส้นแบ่งเขตแดนกลับหายไปแล้ว แต่ความเป็นชาติก็ยังอยู่ สังเกตได้จากแต่ละประเทศจะให้ความสำคัญเรื่องวัฒนธรมเป็นพิเศษ อาคาร สถานที่ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศจะได้รับการดูแล ภาพศิลปะที่งดงามตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่แสดงเอกลักษณ์ของประเทศจะถูกนำออกมาแสดง รวมถึงผลงานด้านวรรณกรรมสะท้อนชีวิตของผู้คนประเทศนั้นๆ ดังนั้น มาตรการหนึ่งที่จะรักษาชาติเอาไว้ได้คือ การรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของชาติ

 “กระทรวงวัฒนธรรมสนใจส่งเสริมเด็กด้านวรรณกรรม ลึกๆ แล้วผมรู้สึกดีใจมาก ที่ผู้บริหารเริ่มเข้าใจปรับตัวเข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทิศทางนี้ โลกจะแคบเข้า เราต้องดูแลวัฒนธรรมของเราโดยอาศัยงานวรรณกรรม และอีกหลายๆ สาขา อย่าให้ถูกลบเลือนไปอย่างที่ประเทศลาวที่เมื่อก่อนจะเห็นหญิงสาวนุ่งผ้าซิ่น แต่ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าคนที่เดินอยู่เป็นคนลาว หรือคนไทย แยกไม่ออก ผมเคยไปเชียงใหม่เพื่อเยี่ยมบ้านชาวเขาจึงรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมชาวเขา ต่อมาชาวเขามานุ่งห่มเหมือนคนทั่วไป แยกไม่ออกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความเป็นคนลาว คนชาวเขาจะยังคงอยู่ในงานศิลปวัฒนธรรม งานศิลปะ เรื่องสั้น นวนิยาย ดังนั้น กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นความหวังที่จะได้เห็นการพัฒนาวรรณกรรมความเป็นชาติต่อไป”