
พม.เผยรับดูแลเด็กพิการ2.5พันโอดงบน้อย
พม.เผยสถานสงเคราะห์ 5 แห่งดูแลเด็กพิการ 2.5 พันคน รับเข้าใหม่เฉลี่ยวันละ 20 คน ใช้งบเฉพาะค่าดูแลเด็กปีละกว่า 55 ล้านบาท โอดงบ-บุคลากรไม่เพียงพอ ผนึกกำลัง อปท.-ครอบครัว-ชุมชนจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูเด็กพิการแล้ว 15 แห่ง รณรงค์ป้องกันท้องก่อนวัยอันควร ส่วนที่ขอนแ
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายปกรณ์ พันธุ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมพัฒนาสังคมฯ มีสถานสงเคราะห์เด็กซึ่งดูแลเด็กพิการอยู่ในความดูแล 5 แห่ง ที่ จ.นนทบุรี 4 แห่ง และ จ.ราชบุรี 1 แห่ง โดยเฉลี่ยมีเด็กพิการที่พ่อแม่ยากจน เด็กพิการเป็นกำพร้าเพราะพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุ เด็กพิการเร่ร่อน รวมแห่งละ 300-500 คน รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,500 คน
อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกล่าวอีกว่า การดูแลช่วยเหลือเด็กพิการนั้นรัฐบาลจัดงบประมาณให้หากเป็นกรณีที่เด็กพิการต้องนอนบนเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ให้งบอุดหนุนเฉพาะค่าดูแลคนละ 2.3 หมื่นบาทต่อปี หากเป็นเด็กพิการที่สามารถช่วยเหลือตัวเองและไปโรงเรียนได้ให้งบอุดหนุนเฉพาะค่าดูแลคนละ 3.2 หมื่นบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยจัดงบอุดหนุนเฉพาะค่าดูแลคนละ 27,600 บาทต่อปี เช่น ค่าอาหาร สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอ้อม หรือคิดเป็นงบประมาณทั้งสิ้นประมาณกว่า 55 ล้านบาทต่อปี
มาตรฐานสากลผู้ดูแล 1 ต่อเด็ก 5
นายปกรณ์กล่าวต่อว่า ส่วนบุคลากรที่ดูแลเด็กพิการนั้นตามมาตรฐานสากล ถ้าเป็นเด็กพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยต้องมีผู้ดูแล 1 คนต่อเด็ก 5 คน เด็กพิการที่ช่วยเหลือตัวเองได้พอสมควรต้องมีผู้ดูแล 1 คนต่อเด็ก 10 คน และเด็กพิการที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดีต้องมีผู้ดูแล 1 คนต่อเด็ก 15 คน อย่างไรก็ตาม สถานสงเคราะห์เด็กซึ่งดูแลเด็กพิการทั้ง 5 แห่งมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างมาก จึงไม่มีจำนวนบุคลากรเพียงพอที่จะดูแลเด็กพิการได้ตามมาตรฐานสากล โดยช่วงกลางวันผู้ดูแล 1 คนต้องดูแลเด็กพิการ 15-20 คน และช่วงกลางคืนผู้ดูแลเด็ก 1 คนต้องดูแลเด็กพิการ 20-30 คน ทั้งนี้ โดยภาพรวมหากคิดตามมาตรฐานสากลในสัดส่วนบุคลากร 1 คนดูแลเด็กพิการ 10 คน ซึ่งปัจจุบัน 5 สถานสงเคราะห์ที่ดูแลเด็กพิการมีเด็กพิการ 2,500 คน ตามมาตรฐานสากล จะต้องมีบุคลากรประมาณ 200 คน แต่ปัจจุบันมีบุคลากรอยู่ประมาณ 100 คน แม้ได้อัตราทดแทนบุคลากรที่เกษียณราชการ แต่ก็ยังขาดแคลนบุคลากรอีกประมาณ 100 คน
"สถานการณ์เด็กพิการเพิ่มขึ้นในสถานสงเคราะห์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงซึ่งทั้ง 5 สถานสงเคราะห์โดยเฉลี่ยมีเด็กพิการเข้าใหม่แห่งละ 4 คน รวม 5 แห่ง ประมาณ 20 คนต่อวัน และทุกประเทศต่างๆ ก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ขณะนี้งบประมาณดูแลเด็กพิการที่ได้รับในแต่ละปีไม่เพียงพอ กรมพัฒนาสังคมฯ ก็ของบประมาณเพิ่มทุกปี แม้ไม่ได้งบเพิ่มเพราะต้องปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนค่าดูแลเด็กซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล อีกทั้งรัฐบาลก็มีภาระงานมากมาย ขณะที่งบประมาณก็มีจำกัด แต่รัฐบาลก็ได้ช่วยเหลือเต็มที่เช่น ปีที่แล้วได้อนุมัติให้กรมพัฒนาสังคมฯ เพิ่มงบค่าอาหารให้แก่เด็กพิการจากเดิมวันละ 40 บาท เพิ่มเป็นวันละ 60 บาท เข้าใจดีว่ารัฐบาลมีภาระงานมากและต้องใช้งบประมาณมาก" อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ กล่าว
ร่วมมือ อปท.จัดศูนย์ฟื้นฟู
นายปกรณ์กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันนอกจากงบจากรัฐบาลแล้ว กรมพัฒนาสังคมฯ ยังได้รับเงินบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ และประชาชนในรูปของมูลนิธิซึ่งบริจาคได้โดยผ่านศูนย์ประชาบดี โทร.1300 รวมทั้งมีอาสาสมัครทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และโครงการซีเอสอาร์จัดบุคลากรมาช่วยบ้างเป็นครั้งคราว ทำให้การดำเนินงานของ 5 สถานสงเคราะห์นี้เดินหน้าไปได้ แม้จะขาดแคลนงบและบุคลากร
"การที่มีเด็กพิการเพิ่มขึ้น ทำให้ทั้ง 5 สถานสงเคราะห์เด็กพิการมีภาระเพิ่มขึ้น ที่สำคัญการให้เด็กพิการอยู่กับครอบครัว ชุมชนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเพราะจะได้รับการดูแล เอาใจใส่และได้รับความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ หากมาอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กมีบุคลากร 1 คน ดูแลเด็ก 15-20 คน คงไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง และเด็กพิการคงไม่ได้รับความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ การนำเด็กพิการมาเข้าสู่สถานสงเคราะห์ จึงเป็นหนทางสุดท้ายที่จะดำเนินการ" อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ กล่าว
นายปกรณ์กล่าวอีกว่า พส.จึงร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินโครงการต่างๆเช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการโดยร่วมมือกับ อปท.จัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการซึ่งปัจจุบันมี 15 แห่งใน 15 จังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ซึ่งการฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการโดยมีครอบครัว ชุมชนดูแล จะทำให้เด็กมีกำลังใจในการฟื้นฟูสมรรถภาพตนเอง กระทั่งอาการดีขึ้นหรือหายเป็นปกติได้ในที่สุด รวมทั้งการรณรงค์การป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรโดยรัฐบาลได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์และวาระแห่งชาติในการแก้ปัญหานี้
"หากไม่ดำเนินการโครงการเหล่านี้ จะทำให้จำนวนเด็กพิการในสถานสงเคราะห์เพิ่มขึ้นมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ขอฝากไปถึงวัยรุ่นว่า ก่อนมีเพศสัมพันธ์ขอให้คิดให้ดี และรู้จักป้องกันเพราะการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรไม่ได้ก่อปัญหาเฉพาะตัววัยรุ่นชายหญิง แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมภาพรวม และขอให้พ่อแม่ขับรถอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาทด้วย" อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ กล่าว
ไม่มีอัตราบรรจุครูวิชาชีพ
ส่วนใน จ.ขอนแก่น โรงเรียนศรีสังวาลย์ หรือโรงเรียนสงเคราะห์เด็กพิการทางร่างกาย ซึ่งรับเด็กพิการมาดูแลกินนอนในโรงเรียน เปิดสอนชั้นอนุบาล-มัธยมต้น จากนั้นจะส่งเด็กไปเรียนร่วมที่โรงเรียนอื่น ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน นายจรุงเวทย์ ชูสกุล ผอ.โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น กล่าวว่า บุคลากรด้านการศึกษาแบ่งเป็นผู้บริหาร 3 คน ข้าราชการครูประจำ 14 คน พนักงานราชการ 6 คน ครูอัตราจ้าง 3 คน พี่เลี้ยงประจำหอ 4 คน และครูพี่เลี้ยง 2 คน ขณะที่มีเด็กพิการที่อยู่ภายใต้การดูแลทั้งหมด 178 คน เฉลี่ยแล้วครู 1 คน ต้องดูแลเด็กพิการ 8-10 คน แต่ละคนต้องดูแลตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ยังประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านวิชาชีพ เนื่องจากงบประมาณถูกตัดทอนลง ไม่มีตำแหน่งให้ คงมีเพียงอัตราจ้างเท่านั้น เมื่อครูได้งานใหม่ที่ดีกว่าก็ลาออกไป เด็กๆ พิการในโรงเรียนจึงขาดโอกาสทางการศึกษา จึงอยากฝากผู้ใหญ่ว่า อยากให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่านี้ อยากให้เขาได้เรียนรู้จนเอาตัวรอดในสังคมได้ แต่หากปล่อยให้สถานการณ์ขาดแคลนครูยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะทำให้เด็กขาดโอกาสอย่างมาก
เด็กขาดโอกาสเรียนรู้
ด.ญ.ศิริลักษณ์ จรลี อายุ 14 ปี ชั้น ม.3 โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น ประธานนักเรียน กล่าวว่า ด้วยความที่พิการแขนขา เมื่อเรียนร่วมกับเด็กๆ ที่ร่างกายปกติ ทำให้ขาดโอกาสที่ดีเช่นกับคนอื่นๆ เขา แต่เมื่อทราบว่าที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น เป็นสถานที่ดูแลเด็กพิการทางร่างกายเป็นอย่างดี ผู้ปกครองจึงได้พาเข้ามาสมัครเข้ารับการศึกษา ซึ่งขณะนี้อยู่มา 3 ปี แล้ว ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากมาย ได้รับทักษะในการใช้ชีวิต การเรียน การศึกษา ดีมาโดยตลอด
ส่วนที่ จ.นครราชสีมา ที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา นายฉลาด ศรีสุขา ผู้ดูแลกล่าวว่า เด็กที่อยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์ มีทั้งหมด 123 คน บางส่วนเป็นเด็กที่ถูกทิ้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ บางคนก็มีผู้ปกครองนำมาฝากไว้ให้ได้เรียน ให้มีคนดูแล ซึ่งที่ผ่านมา ไม่มีผู้ปกครองมาติดต่อขอรับกลับบ้านแม้แต่รายเดียว สำหรับบุคลากรของสถานสงเคราะห์มีทั้งหมด 30 คน ซึ่งถือได้ว่าเพียงพอต่อการดูแลเด็กในอัตรา 1 ต่อ 3 ราย
พี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็กพิการ 40
นายธีรยุทธ สุคนธิ์ ผู้จัดการมูลนิธิคนพิการไทย กล่าวถึงกรณีมาตรฐานสถานสงเคราะห์คนพิการไทยว่า จากการสำรวจดูสถานสงเคราะห์คนพิการหลายแห่ง ยังต้องปรับปรุงหลายส่วน โดยเฉพาะเรื่อง บุคลากร เนื่องจากผู้เลี้ยงหรือคนดูแลเด็กพิการนั้น มีการทำงานเกินกำลัง มีชั่วโมงการทำงานที่มาก ไม่มีวันหยุดพักผ่อน ทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ เมื่อผู้ดูแลเหนื่อยและหงุดหงิด ทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ การต่อว่าเด็ก จึงกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับสถานสงเคราะห์คนพิการนั้น นายธีรยุทธสรุปไว้ 3 ข้อ คือ 1.ปัญหาการดูแลเด็กพิการ หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ การดูแลเด็กกลุ่มนี้ พี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 20 คน แต่สำหรับเมืองไทยเกิน 30-40 คนขึ้นไป เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มสวัสดิการและอัตราพี่เลี้ยงให้เหมาะสม 2.ปัญหาของเด็ก ขณะนี้เด็กตามสถานสงเคราะห์คนพิการต่างๆ เมื่ออายุเกิน 18 ปีแล้ว ตามระเบียบข้อบังคับเด็กต้องถูกผลักออกจากสถานสงเคราะห์ คำถามคือเด็กกลุ่มนี้จะถูกผลักไปอยู่ที่ไหน หากไม่มีญาติมิตรคอยดูแล ที่สำคัญเด็กเหล่านี้ยังมีปัญหาจากการถูกเลือกปฏิบัติ เช่น เด็กพิการที่พอจะช่วยตัวเองได้ หรือระดับหัวกะทิ จะได้ออกไปข้างนอก หรือออกงาน ขณะที่เด็กพิการซ้ำซ้อนจะถูกเก็บไว้ จนเกิดการคับแค้นข้องใจ และเกิดปัญหาในกลุ่มเด็กพิการกันเองในที่สุด และ 3.ปัญหาการแออัดของสถานสงเคราะห์บางแห่ง ที่กิน ที่นอน ที่ขับถ่าย อยู่ในที่เดียวกันส่งกลิ่นเหม็น มีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและผู้ดูแล
"วันนี้มีเด็กพิการถูกทอดทิ้งในชุมชน ซึ่งน่าเห็นใจสถานสงเคราะห์ เพราะแต่ละปีต้องรองรับเด็กใหม่ 200-300 คน ทั้ง 3 ปัญหาที่พูดถึงเรื่องงบประมาณไม่น่าจะมีปัญหาเพราะ มีงบประมาณสนับสนุนปีละ 8-9 ล้านบาท แต่ปัญหาอยู่ที่วิธีการจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งเรื่องนี้ในต่างประเทศจะให้ชุมชนเข้ามาร่วมดูแลเด็กๆ เพื่อให้สามารถอยู่ในชุมชนได้ นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มระหว่างคนพิการด้วยกันให้คอยช่วยเหลือกัน เช่นคนพิการตาบอด แขนขาพิการ จะแบ่งหน้าที่กันทำตามความเหมาะสม ที่ผ่านมาประเทศไทยก็พยายามให้ชุมชนมามีส่วนร่วม แต่มีเพียงเด็กพิการที่ช่วยเหลือตัวเองได้เท่านั้นที่อยู่ในชุมชนได้ อยากให้รัฐสนับสนุนชุมชนให้ช่วยเหลือเด็กพิการให้มากกว่านี้" นายธีรยุทธ กล่าว
คนพิการอายุเกิน 18 ปีรอคิว
ด้านเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพพระประแดง ซึ่งรับคนพิการอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ยอมรับว่า มีคนพิการกว่า 300 คนที่กำลังรอคิวเพื่อเข้ามาอยู่ในสถานสงเคราะห์แห่งนี้ แต่ปัจจุบันสามารถรองรับได้เพียงแค่ 470 คน โดยในจำนวนนี้มีเด็กพิการที่รับต่อมาจากสถานสงเคราะห์คนพิการบ้านปากเกร็ด 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นคนพิการที่ถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแล
"วันๆ หนึ่งก็มีโทรศัทพ์เข้ามาสอบถามให้มารับหรือพาคนพิการมาที่สถานสงเคราะห์วันละ 4-5 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีการขอรายละเอียดและติดต่อให้บัตรคิวไว้กว่า 300 คน ซึ่งขณะนี้ยังรับเพิ่มไม่ได้เพราะสถานที่ก็เริ่มแออัดพอสมควร แต่กว่าจะเริ่มรับคนใหม่เข้ามาต้องรอให้คนที่อยู่ก่อนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม หากถึงคิวที่เปิดรับแล้วต้องมารายงานตัวภายใน 7 วัน ถ้าไม่มาก็ถือว่าสละสิทธิ์" เจ้าหน้าที่รายเดิมกล่าว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รายนี้ยังแนะนำว่า จากปัญหาคนพิการที่ถูกทอดทิ้งในสังคม หรืออยู่ในช่วงระหว่างรอรับเข้าสู่สถานสงเคราะห์ อยากให้ชุมชนต่างๆ มีส่วนร่วมในการช่วยดูแลคนพิการเหล่านี้ด้วย



