
มหัศจรรย์"เม็ดเลือดขาว"ไขปริศนาเด็กติดเชื้อเอชไอวีแต่แข็งแรงจนโต
วงการแพทย์ไม่หยุดการค้นคว้าศึกษาวิจัย เพื่อไขปริศนาภูมิคุ้มกันในเด็กแรกเกิด ที่ติดเชื้อเอชไอวี แต่ทำไมสุขภาพร่างกายแข็งแรง จนสามารถเจริญเติบโต เพราะอะไรนักวิจัยฮีฟแนทมีคำตอบ!!
รศ.พญ.จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เพื่อการวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์ ภายใต้ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร หรือ ฮีฟแนท ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดของการดำเนินงานวิจัยโครงการ “ปริมาณเม็ดเลือดชนิดต่างๆ และอิมมูโนโกลบูลินในเด็กไทย: ค่าปกติเพื่อใช้ในการแปลผลการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันในโรคทางภูมิคุ้มกัน” ว่างานวิจัยนี้ถือเป็นโครงการแรกที่ทำการวิจัยในเด็กในภูมิภาคเอเชียที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเชื้อเอชไอวีทำลายระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร
การค้นพบนี้มีความสำคัญเนื่องจากปกติสายพันธุ์ของเชื้อเอชไอวีที่พบในเด็กในภูมิภาคเอเชียจะแตกต่างจากที่พบในเด็กในภูมิภาคตะวันตก อีกทั้งการศึกษานี้ยังช่วยยืนยันว่าการทำลายภูมิคุ้มกันของเชื้อเอชไอวีเป็นไปในรูปแบบเดียวกันโดยไม่ขึ้นกับสายพันธุ์ ส่วนภูมิคุ้มกันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรถ้าได้รับยาต้านไวรัสเปรียบเทียบกับไม่ได้ยาต้านไวรัสนั้นยังมีการศึกษาที่จำกัด
คณะนักวิจัยได้ติดตามเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีเป็นเวลา 3 ปี ในสถานที่วิจัย 7 แห่งของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ขอนแก่น เชียงราย เชียงใหม่ จันทบุรี ชลบุรี รวมทั้งสถานที่วิจัย 2 แห่งในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อค้นหาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเซลล์เม็ดเลือดขาวในเด็กติดเชื้อเอชไอวีหลังจากได้รับการรักษา ซึ่งการติดตามเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีติดต่อกันเป็นเวลานาน จะช่วยให้ทราบว่าเหตุใดเด็กบางคนจึงจัดการกับเชื้อเอชไอวีได้ต่างจากเด็กคนอื่นๆ โดยรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา และฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ด้าน ศ.นพ.วิลเลียม ที เชียร์เรอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันในเด็กของวิทยาลัยแพทย์เบย์เลอร์ กล่าวว่า การศึกษานี้เป็นหนึ่งในการศึกษาที่ใหญ่ที่ช่วยให้เราทราบถึงชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำให้ไม่แสดงอาการจากโรคเอชไอวี เด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงโดยไม่ต้องรับการรักษามีคุณสมบัติพิเศษจำเพาะจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่เราจะค้นหาว่าเป็นเพราะอะไร
นักวิจัยจากฮีฟแนท และนักวิจัยจากศูนย์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคผิวหนังและโรคติดเชื้อเอชไอวีแห่งชาติ กรุงพนมเปญ รวมถึงนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทย์เบย์เลอร์ในเมืองฮุสตัน สหรัฐอเมริกา ต่างก็คิดว่าการที่เด็กติดเชื้อเอชไอวีบางคนไม่แสดงอาการป่วยอาจเนื่องมาจากชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เด็กเหล่านี้มีเชื้อเอชไอวีฆ่าเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค หากไม่ได้รับการรักษาเด็กส่วนใหญ่จะป่วย และมากกว่า 1 ใน 3 ของเด็กเหล่านั้นจะเสียชีวิตจากการติดเชื้อเอชไอวีก่อนอายุ 5 ปี
ผู้เชี่ยวชาญเรียกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีแต่มีสุขภาพแข็งแรงโดยไม่ต้องได้รับการรักษาเมื่ออายุ 8 ปีขึ้นไป ว่าเป็น “long-term non-progressors” (LTNP) หรือเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีแต่สุขภาพแข็งแรงแม้ไม่ได้รับการรักษา ซึ่งเด็กเหล่านี้พบได้น้อย แต่คณะวิจัยพบว่าในเด็ก 222 คนที่ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งมีอายุระหว่าง 1-12 ปี ที่เข้าร่วมการศึกษาวิจัยในประเทศไทยและกัมพูชา มีจำนวน 50 คนที่ติดเชื้อมาเป็นเวลานาน แต่กลับมีสุขภาพและภูมิคุ้มกันดีแม้ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสใดๆ เลย
หลังจากตรวจเซลล์เม็ดเลือดขาวของเด็กเหล่านี้ คณะวิจัยพบว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีแต่สุขภาพดีมีรูปแบบเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีลักษณะจำเพาะ หากเปรียบเทียบกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีแต่มีอาการจากโรคแล้ว พบว่าเด็กที่สุขภาพดีนั้นมีจำนวนเม็ดเลือดขาวที่สามารถต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีมากกว่า คือ มีเม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (cytotoxic T) เม็ดเลือดขาวชนิดที่ช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (helper T, na?ve T, memory T) แต่มีสิ่งที่น่าแปลกใจ คือ เด็กเหล่านี้มีจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นมากกว่า (activated helper T, cytotoxic T) ซึ่งเคยมีรายงานว่าสัมพันธ์กับการเป็นโรคติดเชื้อเอชไอวีที่รุนแรงขึ้น การศึกษาวิจัยหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ติดตามเด็กติดเชื้อเอชไอวีจำนวน 137 คน ตั้งแต่กำเนิดจนถึง 8 ปี พบว่ามีเด็ก 10 คนที่สุขภาพดีโดยไม่ได้รับการรักษา แต่เด็กเหล่านี้มีจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นน้อยกว่า และปัจจัยนี้ดูเหมือนว่าจะช่วยคาดการณ์ว่าเด็กคนใดจะมีสุขภาพดี
“การศึกษาวิจัยนี้จึงมีความสำคัญ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผลการตรวจเลือดสามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างเด็กที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต กับเด็กที่สามารถรอการรักษา หรืออาจไม่จำเป็นต้องรับการรักษาเลย หากทราบจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงแก่เด็ก ครอบครัวของเด็ก และวงการวิทยาศาสตร์ การให้ยาเด็กหลายขนานตรงเวลาทุกวันตลอดชีวิตของเด็ก เป็นสิ่งที่ยากและสร้างความเครียดในครอบครัว ปัจจุบันเรามีการวัดภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างหยาบบอกได้เพียงว่าเด็กคนไหนอาจเจ็บป่วยรุนแรงจากเชื้อเอชไอวี ซึ่งไม่ใช่เป็นวิธีที่ดีที่สุดและอาจสายเกินไป”
ขณะที่ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการฮีฟแนท กล่าวว่า การติดตามอย่างต่อเนื่องในการวิจัยจะช่วยจำแนกชนิดของเม็ดเลือดขาวที่สำคัญสำหรับการควบคุมเชื้อเอชไอวี หากทราบว่าเหตุใดเด็กบางคนสามารถควบคุมเชื้อเอชไอวีไม่ให้ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของตนได้ จะถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญมาก
0 นิธิปรียา จันทวงษ์ 0



