ไลฟ์สไตล์

"ทีโอที"ยันโครงการโครงข่าย3จีไร้ปัญหา

"ทีโอที"ยันโครงการโครงข่าย3จีไร้ปัญหา

07 มี.ค. 2554

"ทีโอที" ยันโครงการโครงข่าย 3 จี ไร้ปัญหา คกก.ประกวดราคายืนยันโปร่งใส-ไร้กังวล คาดภายในเดือนมี.ค.เซ็นต์สัญญาติดตั้งอุปกรณ์ ภายใน 180 วันใช้ได้ในกรุงเทพ-17 เมืองใหญ่ ยัน 3 จีไทยไม่ช้าเทียบเพื่อนบ้าน ระบุแค่มีใช้ไม่สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจได้ ขึ้นเหนือเปิดโ

(7มี.ค.) นายณพณัฏฐ์ หุตะเจริญ รักษาการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการขยายโครงข่าย 3จี ว่า โดยส่วนตัวไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง แต่จากการติดตามการทำงานของคณะกรรมการประกวดราคาก็ทำงานได้อย่างเรียบร้อยดี ตอบได้ทุกคำถาม แต่ก็ยอมรับว่าโครงการขนาดใหญ่มีการร้องเรียนก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่คณะกรรมการก็สามารถตอบได้ มีข้อมูลรายละเอียดในเชิงลึก

 ทั้งนี้ จากที่ได้ฟังเสียงคณะกรรมการประกวดราคาก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวว่าไม่มีปัญหา สามารถตอบได้ และไม่หนักใจอะไร และช่วงนี้คณะกรรมการทีโอที ก็มองเห็นว่าอยากจะให้รอบคอบและโปร่งใส จึงเชิญผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ เพื่อจะได้ชัดเจนมากขึ้น คาดว่าภายในเดือนมีนาคมน่าจะเห็นอะไรจัดเจนขึ้น คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญา และภายใน 180 วันจะมีการกำหนดส่งมอบของให้แล้วเสร็จในเมืองใหญ่และขยายโครงการนำร่อง 17 หัวเมืองหลักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการศึกษา เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ฯลฯ และรวมต่ออีก 360 วันจะขยายไปทั่วประเทศ

 "ส่วนจะให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศได้พร้อมกันเมื่อไหร่นั้นเราจะมีการแบ่งขยายเป็นเฟส 1 เฟส 2 วิศวกรกำลังพิจารณาอยู่ คงจะไม่เสร็จภายในวันเดียวเหมือน 2จี ที่ผ่านมา ผมคิดว่าหลังจากนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร พร้อมทุกอย่าง เราทำด้วยความโปร่งใสและรอบคอบ แต่อาจจะร้องเรียนบ้างก็คงทราบโครงการใหญ่ๆ มีการร้องทั้งนั้น ผมเองไม่ใช่คณะกรรมการยืนเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่หนักใจ" นายณพณัฏฐ์ กล่าว
 อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่า 3จี ประเทศไทยล่าช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างนั้น ล่าสุดผมพึ่งเดินทางไปเวียงจันทร์ ประเทศลาว ซึ่งเค้าก็ยืนยันเองว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แค่มีใช้ช่วยซัพพอร์ทเท่านั้นเอง แต่ในเชิงธุรกิจยังไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่สามารถต่อยอดใช้ทางะรกิจได้ ผมมองว่า 3จี ของไทยยังไม่ช้าเกินไป ส่วน 4จี ที่ใช้จริงๆ ตอนนี้ก็มีแค่ที่โกเธนเบิร์ก และสต๊อกโฮม ประเทศสวีเดน และมีการทดลองใช้แค่ 3-4 พันรายเท่านั้น

 เปิดโครงการใส่ใจใกล้บ้านชูปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมบริการ

 ทั้งนี้นายพนัฏฐ์ เปิดผยในงานแถลงข่าวเปิดโครงการใส่ใจใกล้บ้าน (TOT Care You) ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า หลังจากที่ทีโอที ได้ดำเนินโครงการภูมิภาครวมใจขายตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 พบว่ามีลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่าล้านพอร์ท ในปีนี้จึงได้ต่อยอดจัดทำโครงการใส่ใจใกล้บ้านขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ถือเป็นการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการให้บริการทั้งศูนย์บริการลูกค้า พนักงานด้านช่าง บริการหลังการขาย และการสร้างมาตรฐานการให้บริการที่คำนึงถึงความพอใของลูกค้าเป็นสำคัญ

 ทั้งนี้ โครงการใส่ใจใกล้บ้าน จะทำให้ลูกค้ามีช่องทางในการติดต่อทีโอทีเพิ่มมากขึ้น สะดวก ประหยัดเวลาในการเดินทาง เพิ่มความอบอุ่นให้กับลูกค้าเหมือนทีโอทีเป็นญาติใกล้ชิด ทำให้ลูกค้าได้รับความเชื่อมั่นและได้รับการปรึกษาที่ดีในบริการหลังการขาย โดยนัยยะหนึ่งของโครงการใส่ใจใกล้บ้าน คือให้พนักงานตระหนักถึงลูกค้ากับประชาชน ดูแลลูกค้าที่อยู่ใกล้บ้านตนเอง เอาใจใส่ และอีกนัยยะหนึ่งเปรียบเสมือนมีทีโอทีอยู่ใกล้บ้าน

 โดยนโยบายดังกล่าวได้รับมอบหมายมาจากส่วนกลางที่ได้มอบให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งอย่างน้อยพนักงานทุกคนมีเบอร์ลูกค้าอย่างน้อย 10 รายชื่อ และในอนาคตจะให้เพิ่มจำนวนลูกค้าในความดูแลเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้โทรสอบถามปัญหา อุปสรรคการใช้งาน ดูแลตลอดระยะเวลาการใช้งาน แสดงให้เห็นถึงตระหนักในการบริการกับประชาชน จะให้ความสะดวกกับลูกค้า อีกส่วนหนึ่งอยากให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติพนักงานให้ทำหน้าที่นอกเหนือจากงานประจำแต่ให้หันมาดูแลดูแลลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 ขณะที่นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รับผิดชอบดูแลลูกค้าภาคเหนือ กล่าวว่า โครงการใส่ใจใกล้บ้าน พนักงานจะดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งการติดป้ายหน้าบ้านพนักงานทีโอทีพร้อมหมายเลขติดต่อเมื่อต้องการติอต่อหรือขอใช้บริการของทีโอที การแจ้งข่าวสาร กิจกรรม หรือโปรโมชั่นใหม่ให้ลูกค้าทราบ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับพนักงาน และทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นบุคคลสำคัญของทีโอที โดยพนักงานจะมีสมุดทำความดี เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกพอใจหลังได้รับการบริการ

 ปัจจุบันลูกค้าทีโอทีของเชียงใหม่มีกว่า 5 หมื่นราย และบริการอื่นๆ รวมถึงลูกค้าองค์กรอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนลูกค้าที่สูงที่สุดในประเทศไทยรองจากกรุงเทพมหานคร ถือว่าเชียงใหม่มีศักยภาพเป็นอย่างมาก ซึ่งทีโอทีเองก็พร้อมลงทุนทั้งเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการสื่อสานให้เท่าเทียมกับเมืองใหญ่ และพัฒนาให้เป็นครีเอทีฟ ซิตี้