
ร้องกมธ.ระบุศาสนาพุทธในบัตรปชช.
ร้องกมธ.ระบุคำว่าศาสนาพุทธในบัตรประชาชน สมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์ฯอ้างเป็นสัญลักษณ์ชาวพุทธ ตรวจเช็คจำนวนผู้นับถือได้ ร่อนหนังสือ กมธ.พระพุทธศาสนาฯ ด้าน สมเกียรติ์ รับทราบเตรียมเสนอมส.พิจารณา
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554 นายอดิศักดิ์ วรรณสิน นายกสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาว่าในอดีตเคยมีการระบุคำว่า “ศาสนาพุทธ” ในบัตรประจำตัวประชาชนของชาวพุทธ แต่ต่อมามีการตัดออกไป ตนจึงอยากเรียกร้องให้มีการนำคำว่า “ศาสนาพุทธ” กลับมาใส่ไว้ในบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธอีกครั้ง เพื่อระบุให้ชัดเจนไปเลยว่าตนคือชาวพุทธ นับถือศาสนาพุทธ เป็นการบ่งบอกสัญลักษณ์บุคคลและสร้างอัตลักษณ์ให้ชาวพุทธ ที่สำคัญจะได้มีการสำรวจจำนวนที่ชัดเจนของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธในประเทศไทยว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เมื่อเร็วๆนี้ทางสมาคมได้ทำหนังสือถึงสมเกียรติ ศรลัมพ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา ในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เรื่องขอให้ระบุคำว่า “ศาสนาพุทธ” ไว้ในบัตรประจำตัวประชาชน ของพุทธศาสนิกชนทุกๆคน เพื่อเป็นการทำนุทำรุงและสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เป็นสัญลักษณ์ ขวัญและกำลังใจของชาวพุทธตลอดไป
“ขณะนี้สมาคมได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรรับทราบแล้ว ซึ่งทางนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ พศ. คิดว่าขั้นตอนต่อไปทาง พศ. คงจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ต่อไป สิ่งที่เรียกร้องนี้ในส่วนตัวเห็นว่าควรจะเร่งใส่คำว่า ศาสนาพุทธ ในบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเดิม จะเป็นประโยชน์ต่อตัวพุทธศาสนาเอง ส่วนศาสนาอื่นนั้น ผมคงไม่กล้าไปก้าวล่วง”นายอดิศักดิ์ กล่าว
นายสมเกียรติ์ ศรลัมพ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้วได้ทำหนังสือถึงนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้พิจารณาเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคม อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เร็วๆนี้ได้นำกรณีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2554) ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ลงนามโดยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 16 ก.พ. 2554 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2554 เข้าบรรจุเป็นวาระแรกของการประชุม
ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมพิจารณาประกาศกฎกระทรวงดังกล่าว โดยเฉพาะข้อ 5 ที่กำหนดให้มีรายละเอียดของรายการในบัตร ระบุใน (10) รายการศาสนาหรือนิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนาของผู้ถือบัตรโดยจะมีหรือไม่ก็ได้ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความกลัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกกฎกระทรวงที่ไม่กล้าแม้จะระบุให้ชัดเจนลงไปว่า ผู้ถือบัตรนับถือศาสนา นิกายหรือลัทธิทางความเชื่อใด ซึ่งการระบุว่าใครนับถือศาสนาใดล้วนแต่เป็นประโยชน์ของแต่ละศาสนาทั้งสิ้น โดยเฉพาะสถิติการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของศาสนิกชนในแต่ละศาสนา การทำสถิติตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ การที่ทางราชการหรือผู้อื่นจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติของศาสนานั้นๆ ล้วนแต่เป็นผลดีและเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ดังนั้น การกำหนดให้มีการระบุการนับถือศาสนาหรือไม่ก็ได้เช่นนี้ อาจเปิดทางให้มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่
“กฎกระทรวงฉบับนี้จะต้องเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนด้านศาสนาของรัฐบาลก็เกิดปัญหาเรื่องการอ้างจำนวนศาสนิกที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงมีการให้งบอุดหนุนที่เลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ศาสนาไหนๆ ก็อ้างได้ว่าจำนวนศาสนิกของตนปัจจุบันมีจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ทางคณะสงฆ์ไทยเองก็ยังคำนวณตัวเลขไม่ได้ว่าพระสงฆ์สามเณรปัจจุบันมีจำนวนเท่าใด และผู้นับถือศาสนาพุทธมีจำนวนเท่าใด เพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าลดลงมากทางคณะสงฆ์ควรจะมีมาตรการรองรับอย่างไร หลังจากได้ข้อยุติจากที่ประชุมแล้ว ผมจะทำเรื่องเสนอต่อมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดทราบว่าสมควรจะต้องแก้กฎกระทรวงฉบับนี้หรือไม่ ถ้าท่านอนุโมทนาเราก็รับ หรือถ้าท่านเห็นว่าข้อกำหนดอย่างนี้ดีแล้วทางเราก็รับได้เช่นกัน” ประธานคณะอนุกมธ.กิจการพระพุทธศาสนา กล่าว



