
ชี้ตัดคำว่า"วัด"พ้นชื่อร.ร.หวังลดบทบาทวัด-พระ
พระสงฆ์ชี้ตัดคำ"วัด"ออกจากชื่อร.ร.หวังลดบทบาทวัด-พระสงฆ์ ส่งผลคนขาดศีลธรรมทำสังคมวุ่นวายเหมือนในปัจจุบัน ด้านสำนักพุทธฯ สั่งพศจ.ทุกจังหวัดช่วยวัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2554 พระราชรัตนมงคล สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวถึงกรณีมส.มีมติห้ามโรงเรียนตัดคำว่า วัด ออกจากชื่อโรงเรียนว่า เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทย จะพบว่า เกิดขึ้นในวัด มีศาลาวัด เป็นห้องเรียน ศิษย์วัดเป็นนักเรียน มีพระสงฆ์เป็นครู แต่เมื่อทางราชการเข้ามาบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พระสงฆ์หมดบทบาทจากความเป็นครู ทางราชการจัดให้มีข้าราชการครูเป็นครูแทนพระสงฆ์ จึงทำให้โรงเรียนกับวัด ออกห่างกันไปทุกขณะ ส่งผลให้นักเรียนขาดศีลธรรม ส่งผลต่อสังคมมากขึ้นทุกที ในขณะเดียวกัน หลายโรงเรียนก็มีการตัดคำว่า วัด ออกชื่อของโรงเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วัด ถูกลดบทบาทจากในฐานะผู้จัดการศึกษาและให้ความรู้ด้านศีลธรรมแก่เด็กและเยาวชน จึงทำให้สังคมไทยเกิดความวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ เพราะคนเรียนแต่วิชาการ แต่ไม่ได้เรียนรู้หลักธรรมในการดำเนินชีวิต
นายพีระพจน์ พลอยแก้ว นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวรนิเวศ กล่าวว่า วัดเป็นแหล่งกำเนิดสถานศึกษา โรงเรียนส่วนมากอยู่ในพื่นที่วัด โรงเรียนเวลาขาดเหลืออะไร วัดจะคอยช่วยเหลือทุกอย่าง เช่น สร้างอาคารทางวัดช่วยเรี่ยไรหาเงินช่วยสร้าง แล้วการที่มีชื่อวัดในชื่อโรงเรียนมันผิดตรงใหน ตนมองว่าเมื่อสองอย่างนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันก็ไม่แปลกที่จะมีชื่อวัด ที่สำคัญไม่ใช่การลดฐานะเป็นแค่เด็กวัด ตนก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่เคยลืมว่าโรงรียน หรือไม่มีคำว่าวัดติดอยู่ พวกเราสำนึกบุญคุณวัดให้สถานที่เรียน และกลับมองว่าโรงเรียนมีชื่อวัดดีแล้วเพราะบางวัดมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี เช่น โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนวัดราชบพิตร โรงเรียนวัดสุทธิวราราม มีความน่าเชื่อถือในตัวเองอยู่แล้ว
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า ได้สั่งให้สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม แจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พศจ.) ทั่วประเทศแล้ว ให้สำรวจว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของวัด พร้อมกันนี้ยังให้ พศจ. ดำเนินการในการช่วยเหลือวัดในส่วนของวัดที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ ให้มีการดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้อง และยังให้สำรวจไปยังพื้นที่วัดร้างด้วย เพราะพบว่ามีบางโรงเรียนที่ไปใช้พื้นที่วัดร้างจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้การดำเนินการทวงสิทธิพื้นที่ของวัดกลับคืนมานั้น ทางพศ.ดำเนินการมาโดยตลอด แม้ว่าบางวัดจะไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ถ้ามีหลักฐานอื่นๆ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ พยานบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้ ก็เป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วในการแสดงว่าเป็นเจ้าของพื้นที่
นายสมชาย สุรชาตรี ผอ.สำนักงานศาสนสมบัติ พศ. กล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่ดินของวัดที่ให้มีการใช้พื้นที่ในการสร้างโรงเรียน และผอ.โรงเรียนพยายามจะนำไปเป็นที่ดินของโรงเรียนนั้น ในปัจจุบันไม่ค่อยเกิดขึ้นเนื่องจากจะมีการออกเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน โรงเรียนจะต้องทำสัญญาเช่ากับทางวัด แต่ส่วนใหญ่ที่ยังพบว่ามีบางพื้นที่ที่มีปัญหานั้นมักจะเป็นวัดที่ก่อตั้งมาก่อนพ.ศ. 2484 เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ ไม่มีการทำสัญญาเช่า วัดบางแห่งก็ไม่มีโฉนดที่ดิน ทำให้ต่อมาเมื่อมีโรงเรียนมาขอตั้งในพื้นที่วัด ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงนำที่ดินไปออกเอกสารสิทธิ์เอง อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวในช่วงหลังก็ค่อยๆหมดไป เพราะวัดจะต้องมีโฉนดที่ดิน ทำให้หากผอ.โรงเรียนมีการนำที่ดินของวัดไปขอเอกสารสิทธิ์จะถือว่าทำผิดกฎหมาย



