ไลฟ์สไตล์

เจ็บหน้าอก อันตราย

เจ็บหน้าอก อันตราย

02 มี.ค. 2554

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุสำคัญลำดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของประชากรโลก ขณะที่ในประเทศไทย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นับเป็น 1 ใน 3 ของสาเหตุการเสียชีวิตสูงที่สุด อัตราที่รองจากมะเร็งและอุบัติเหตุ

 หลอดเลือดตีบ เป็นผลจากการสะสมของไขมันบนผนังหลอดเลือด ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แท้จริง ปัจจัยเสี่ยงหลักมีความเกี่ยวพันกับประวัติการเป็นโรคในกลุ่มผู้ป่วย เบาหวาน หัวใจ ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิต ของคนในครอบครัว รวมถึงการ สูบบุหรี่ โดยมีปัญหาเรื่อง ความอ้วน ความเครียด และการขาดการออกกำลังกาย เป็นส่วนในการหนุนปัจจัยหลัก
 ที่น่าสังเกตคือ การตีบของหลอดเลือดไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่มีไขมันในเลือดสูง พบว่า คนที่เป็นโรคหัวใจจะมียีนผิดปกติบางอย่าง ที่เชื่อมโยงให้เกิดโรคขึ้น กรรมพันธุ์จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีส่วนกำหนดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของคนแต่ละคน
 จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อันเป็นผลจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอยู่ที่ 15-20% ส่วนในรายที่ไม่เสียชีวิต อาจได้รับความพิการ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ถดถอยลง ยังมีแนวโน้มว่าอัตราผู้ป่วยจะยังคงเพิ่มมากขึ้นตราบใดที่การดูแลป้องกันตนเองและความรู้เท่าทันโรคยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะในรายที่ผู้ป่วยถูกทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานเกินไปก่อนถึงมือหมอ
สัญญาณอันตราย   
 อาการสำคัญที่บ่งชี้ว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้แก่
 - เจ็บแน่นเหมือนมีอะไรไรกดทับในหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกกำลังกาย หรือออกแรงอย่างหนัก
 - บางรายอาจเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม
 - มีเหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด และใจสั่น
 ทั้งนี้ หากเกิดขึ้นแบบฉับพลันและรุนแรง จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Heart Attack) ซึ่งเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้
เทคนิควิธีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
 การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบ่งเป็น 3 วิธีหลัก ได้แก่
 1.การใช้ยา
 2.การผ่าตัดตัดต่อเส้นเลือด (Coronary Artery Bypass Graft) คือการนำหลอดเลือดดำที่ขา หรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอก ไปตัดต่อกับหลอดเลือดที่อุดตัน เพื่อทำทางเดินของเลือดใหม่
 3.การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน และขดลวด (Endovascular Intervention) โดยสอดเครื่องมือเข้าไปในหลอดเลือด เพื่อถ่างขยายทางเดินเลือดให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น
 การทำบอลลูนเพื่อถ่างขยายหลอดเลือด คือการสอดเส้นลวดขนาดเล็กเท่าเส้นผมที่มีบอลลูนอยู่ตรงปลาย ผ่านเข้าไปจนปลายเส้นลวดเลยจุดที่หลอดเลือดตีบ โดยใช้ภาพจากการเอกซเรย์ช่วยในการวางตำแหน่งบอลลูน จนตรงกับจุดที่หลอดเลือดหัวใจตีบ แล้วใช้แรงดันทำให้บอลลูนขยายตัวถ่างหลอดเลือดออก ให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น บางกรณีที่หลอดเลือดยังไม่กว้างพอ หรือมีโอกาสสูงที่จะเกิดการตีบซ้ำ แพทย์จะใส่ขดลวด (Stent) เข้าไปยังบริเวณที่เคยตีบ จากนั้นขยายขดลวดให้กางออกเพื่อยึดติดกับผนังหลอดเลือด
 ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ ผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัดและดมยาสลบ โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่าการผ่าตัด ผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน และในกรณีที่เกิดการตีบซ้ำของหลอดเลือดในตำแหน่งเดิม สามารถถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวดซ้ำได้อีก ด้วยความปลอดภัยเช่นเดียวกับการทำครั้งแรก 
 การทำบอลลูนถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจตีบ ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ราว 600 กว่ารายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15% ในทุกปี
การดูแลผู้ป่วยหลังการรักษา และโอกาสตีบซ้ำของหลอดเลือด
 ในทางเทคนิค ขั้นตอนของ Endovascular ความแตกต่างทางสรีระของคนไข้ ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์อย่างสูง สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำงานเป็นทีมของบุคลากรทุกฝ่าย ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ระหว่างทำ และการติดตามผลการรักษา โดยทุกขั้นตอนมีความสำคัญเท่ากันหมด
 โดยทั่วไปโอกาสที่หลอดเลือดหัวใจจะกลับมาตีบซ้ำใหม่ในตำแหน่งเดิมน้อยกว่า 8% ในระยะเวลา 10-12 ปี หากใช้ stent ซึ่งอาบน้ำยา
 การตีบซ้ำขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน โดยเฉพาะรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน ทั้งนี้ ระบบการติดตามผลที่ดี และการปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมแพทย์อย่างเคร่งครัดของตัวผู้ป่วย จะทำให้โอกาสตีบซ้ำของหลอดเลือดมีความเป็นไปได้น้อย หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย
 โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด การดูแลจะยากมาก เพราะในจุดเริ่มต้นจะไม่มีอาการใดๆ บ่งบอก พอเป็นมากขึ้นถึงมีอาการ และเมื่อเป็นแล้วไม่มีทางหายขาด ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางป้องกัน และหากเป็นแล้วอย่าเสียใจ เป็นแล้วต้องรักษา หาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เพราะการลดโอกาสเกิดซ้ำถือว่ามีความจำเป็นต่อผู้ป่วยอย่างมาก
นพ.วิสุทธิ์ วิเวกาภิรัต
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
โทร.0-2667-2525