ไลฟ์สไตล์

"มะเร็งตับ" (ตอน2) 
อย่ากินอาหารใส่ยากันบูด

"มะเร็งตับ" (ตอน2) อย่ากินอาหารใส่ยากันบูด

01 มี.ค. 2554

มะเร็งที่มีกำเนิดมาจากเซลล์ตับ โดยเฉพาะมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ มักจะพบว่ามีระดับของสารอัลฟาฟีโตโปรตีน alpha-fetoprotein (AFP) สูงขึ้นมากในเลือด

เป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งตับพบได้บ่อยโดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มสุราประจำ เป็นเวลานานๆ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี และผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็ง อาการที่ควรสงสัย คือปวดหรือมีก้อนที่ใต้ชายโครงขวา ตาเหลืองตัวเหลือง ท้องมาน มีน้ำในท้อง อาการอื่นๆ ที่พบได้ เช่น อาเจียนเป็นเลือดดำหรือแดง ขาบวม โดยทั่วไปแพทย์สามารถตรวจหามะเร็งตับได้โดยอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน และตรวจระดับของ AFP ในเลือด
 ปัจจุบันแนะนำให้ตรวจหาสาร AFP ในเลือด และตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีอาการชวนสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแล้ว พบว่า การติดตามตรวจหาระดับของ AFP ในเลือดเป็นระยะๆ จะช่วยในการติดตามการดำเนินของโรคและสามารถใช้ติดตามการรักษาได้เป็นอย่างดี
 ถ้าระดับของ AFP ลดลง จนถึงระดับปกติ มักจะแปลว่า การรักษาได้ผล และเกิดการฝ่อลงของก้อนมะเร็ง ในทางตรงกันข้าม ระดับ AFP ที่สูงขึ้นในผู้ป่วยที่เคยมีระดับลดลงเป็นปกติแล้ว มักจะบ่งถึงว่ามีการเติบโตของมะเร็งขึ้นใหม่อีก อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎี ระดับของสารอัลฟาฟีโตโปรตีน AFP ที่สูงผิดปกติ อาจพบได้ในโรคมะเร็งอื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น มะเร็งทางเดินน้ำดี มะเร็งตับอ่อน และอาจพบได้ในผู้ป่วยโรคตับแข็ง หรือภายหลังตับอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากนี้การตรวจวัดระดับ AFP ในเลือดระหว่างที่ตั้งครรภ์ ยังช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์มารดาได้อีกด้วย
วิธีการตรวจหามะเร็งตับ
 1.ตรวจหาสาร AFP ที่เป็นตัวบ่งชี้ เพื่อการวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับ หากตรวจพบสาร AFP ในเลือดมีระดับสูงมาก จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำมากขึ้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับประมาณ 60% จะตรวจพบสาร AFP ในระดับที่สูงมาก
 2.การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ มีหลายวิธี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้กำหนดการตรวจว่าจะใช้วิธีใด หรือหลายวิธีรวมกัน เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค คือ การทำอัลตราซาวด์ เพื่อหาความผิดปกติของตับ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซีที สแกน) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) แพทย์จะใช้ผลการตรวจด้วยภาพประกอบกับผลการตรวจระดับ AFP ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ
 3.การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ
 4.การตรวจคัดกรอง เป็นการตรวจโดยอาศัยปัจจัยอื่นโดยรอบเข้ามาประกอบการวินิจฉัยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุ ผู้ป่วยที่มีที่อาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี ผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง
การรักษา
 1.การผ่าตัด เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่หวังผลในการหายขาดได้ แต่ใช้ได้ในผู้ป่วยที่ก้อนยังไม่โตมาก และการทำงานของตับยังดีอยู่
 2.การฉีดยาเคมี และสารอุดตันเข้าเส้นเลือดแดง ที่ไปหล่อเลี้ยงก้อนมะเร็งทำให้ก้อนยุบลง
 3.การฉีดยา เช่น แอลกอฮอล์เข้าก้อนมะเร็ง โดยผ่านทางผิวหนังใช้ในก้อนมะเร็งเล็กๆ ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้
 4.การใช้ยาเคมี ใช้เพียงเพื่อบรรเทาไม่สามารถหายขาดได้
 5.การฉายแสง ใช้เพื่อบรรเทาอาการของมะเร็ง
 6.การใช้วิธีการผสมผสาน
การป้องกัน
 1.ไม่รับประทานอาหารที่มีเชื้อรา ระมัดระวังอาหารที่ตากแห้ง รวมทั้งอาหารที่เตรียมแล้วเก็บค้างคืน เพราะอาจมีเชื้อราปะปนอยู่
 2.ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆ หรืออาหารที่ใส่ยากันบูด
 3.ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ปลาดิบ ก้อยปลา เพราะอาจจะทำให้เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับหรืออาหารที่หมัก เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า แหนม ฯลฯ เพราะมีสารไนโตรซามีน ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้
 4.ควรรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ๆ
 5.ถ้ามีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
 6.ควรรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
 7.ไม่รับเลือดนอกจากกรณีจำเป็น
 8.ลด งด หรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภท
 9.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารอะฟลาท็อกซิน เช่น ถั่วลิสงคั่วที่มีสารอะฟลาท็อกซิน
 10.งดการฉีดยาเข้าเส้น งดการเสพยาเสพติดโดยการฉีด
 11.ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น
 12.ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เช่น ไวรัสบี และซี ควรดูแลและรักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์
โรงพยาบาลวัฒโนสถ
โทร.1719