
รสภาษาและความรื่นรมย์ ในค่ายนักเขียนกรมการปกครอง
ผมเข้าไปสัมผัสบรรยากาศใน "ค่ายนักเขียนกรมการปกครอง" กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันแรกในจำนวนสามคืนสี่วันที่วังยาวรีสอร์ท อ.เมือง จ.นครนายก เห็นห้องพัก ห้องบรรยาย ข้าราชการที่เข้าอบรม บอกได้ว่า น่าจะสมบูรณ์อย่างไม่มีที่ติ
กรมการปกครองคัดเลือกข้าราชการจากทั่วประเทศ ผู้มีใจรัก จังหวัดละหนึ่งคน ส่วนกลางสังกัดกรมกองอีกยี่สิบห้าคน ครบร้อยพอดี เข้าร่วมการเข้าค่ายในครั้งนี้
บ่ายวันแรกก็ชักจะตึงเครียด เมื่อวิทยากรจำนวนสี่ท่าน ประภัสสร เสวิกุล อนันต์ แจ้งกลีบ ฐากูร บุนปาน และ เจน สงสมพันธุ์ อภิปรายเปิดประเด็นข้นเกี่ยวกับสถานการณ์การอ่านการเขียนในประเทศไทย เพื่อทะลุไปให้ถึง “การวาดฝัน สร้างนักคิดนักเขียนกรมการปกครอง” สรุปก็คือ สังคมไทย ความอ่อนด้อยการอ่านยังน่าห่วง ทำไมไม่มีวรรณกรรมดีๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง
ย่ำค่ำผมมีโอกาสได้พบเพื่อนๆ ที่เข้ามาเป็นอาจารย์ในค่ายนักเขียน นับแต่ ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ พินิจ นิลรัตน์ คอลัมนิสต์แวดวงวรรณกรรม โชคชัย บัณฑิต ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีซีไรต์ กนกวลี พจนปกรณ์ ภาณุมาศ ภูมิถาวร นักเขียนนวนิยาย เรื่องสั้นชื่อดัง ดร.อิทธิรุจน์ สุรเชษฐ์พงษ์ และ จิตติมา ผลเสวก มือสารคดีทางจอทีวีไทย
หลายๆ คนพูดว่าไม่ผิดหวัง เมื่อเข้ามาเป็นครูสอนการเขียนในค่ายของกรมการปกครอง เพราะข้าราชการที่เข้ามา นับแต่นายอำเภอ จ่าจังหวัด ป้องกันจังหวัด ปลัดอำเภอ ล้วนแล้วให้ความกระตือรือร้น จ้องนัยน์ตาอาจารย์แทบไม่กะพริบ(ฮา...) ตั้งคำถามชนิดอาจารย์ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาจาระไน จนเวลาไม่เพียงพอ(ฮา...) ผิดกับบางค่ายที่เคยไป เอาเด็กที่ไม่สนใจเกือบทั้งโรงเรียนเข้ามาฟัง เหมือนจับปูใส่กระด้ง
เช้าวันต่อมา ก็เริ่มเข้าค่าย ได้ยินเสียงครูแต่ละห้องเรียนเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ค่ายห้องเรียนแบ่งออกเป็นสี่ห้อง ห้องนวนิยายเรื่องสั้น ห้องกวี ห้องบทความสารคดี และห้องการทำบททีวี บางห้องใกล้ชิดกันมากเกินไป ต้องเลี่ยงไปใช้ห้องอื่น แอบไปนั่งฟังครูฝึกสอนแนะนำเคล็ดลับวิทยายุทธ์ ออกจะติดใจห้องกวี เพราะไพวรินทร์ ขาวงาม ร่ายรสภาษาในกวีอย่างออกรส ไม่ได้เจอเขามานานแล้ว พบกันคราวนี้ รับรู้ว่า การตกผลึกทางความคิดของมือกวีชื่อต้นๆ ของเมืองไทยบุคคลนี้ เริ่มจะนิ่งสงบเหมือนน้ำในบ่อที่เย็นสนิท พร้อมจะรินหลั่งให้ทุกผู้ได้ดื่มกินอย่างไม่เสียดาย
ห้องนวนิยาย กนกวลี พจนปกรณ์ บอกการเริ่มต้นการสร้างพล็อตอย่างง่ายๆ เพียงแต่มองหมาขี้เรื้อนสักตัว ก็สามารถหยิบเล่าเรื่องราวของมันมาใส่ความเป็นชีวิตในหน้าวรรณกรรมได้อย่างง่ายๆ สิ่งสำคัญก็คือ การต้องชัดเจนในตัวละคร คนเขียนต้องเข้าใจเขา ต้องซึมซับตัวตนของเขาให้เด่นชัด งานจึงจะมีชีวิต
ในวันที่สามและวันสุดท้าย ลาว คำหอม หรือ คำสิงห์ ศรีนอก มาเกือบจะพร้อมๆ กับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ทั้งสองท่านบอกเล่าเรื่องราวของงานวรรณกรรมที่มีผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะการให้แง่คิดแก่สังคมไทย วัฒนธรรมแห่งการคิด วัฒนธรรมแห่งความเชื่อ มีผลต่อการสร้างความคิดของผู้คนในสังคม เราทุกคนต้องเป็นนักคิดนักอ่าน อ่านให้ลงรากลึก หล่อหลอมสังคมตะวันออกให้ก่อเกิด ศึกษาชีวิตของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างสันติภาพให้แก่สังคม
การนำเสนอแง่คิดมุมมองศิลปินแห่งชาติทั้งสองท่าน ทำให้ความคิดของผู้เข้าอบรมเหมือนจะบรรเจิดมากยิ่งขึ้น เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของสังคมไทย
เมื่อ คำสิงห์ ศรีนอก ได้สะท้อนถึงประสบการณ์การอ่านอันลุ่มลึก การเปิดประเด็นการถกเถียงปัญหาสังคมไทยเพื่อจะสะท้อนให้รับรู้ว่า ปัญหาของชาวบ้านไม่จำเป็นที่ผู้ใดจะเป็นผู้ชี้ถูก-ชี้ผิด แต่ประสบการณ์เบ้าหลอมแห่งสังคม จะทำให้ชาวบ้านตกผลึกความคิด สามารถชี้นำ และแก้ปัญหาภายในชุมชนของตนเองได้
คำสิงห์ ศรีนอก เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า นับแต่นี้ไป คนไทยควรจะสนใจเรื่องราว วัฒนธรรมรากเหง้า ความเป็นชีวิตของประเทศเพื่อนบ้านให้มากกว่าในอดีต ไม่ว่า ลาว พม่า มาเลเซีย หรือเวียดนาม ทดแทนการสนใจสังคมตะวันตกที่มีมากอย่างเหลือเฟือจนเกือบจะกลืนกินวิธีคิดแบบสังคมไทยไปหมดสิ้น
การเล่าถึงสังคมอเมริกัน ที่ผู้คนกินยานอนหลับเป็นขนมในวิถีประจำวัน ความลับของแม่น้ำ อันถ่ายทอดความรักอันหมดจดงดงามของชาวเวียดนาม และบุรุษผู้มาซ่อมรองเท้าแล้วหายไปกับสงคราม กระชากความเลวร้ายการก่อเกิดสงครามได้อย่างเจ็บปวด สิ่งเหล่านี้น่าจะเข้ามาทดแทนอารยธรรมตะวันตก ถ้าต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริง
เฉกเดียวกับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมแห่งความเชื่อที่จะทำให้สังคมหลงอยู่ในวังวนแห่งความยึดมั่น ถือมั่น หลงผิด อาจนำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งในสังคม แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถ้ามากเข้าๆ ไม่แน่อาจถึงกับล่มสลาย แต่การสนใจการอ่าน การเป็นนักคิดเท่านั้น ที่จะหลอมรวมความดีงามภายในชาติให้บังเกิดขึ้น การแบ่งแยกในสังคม จะเลือนหายไปในที่สุด
ค่ายวรรณกรรมจบลงอย่างงดงาม ภาพอธิบดีกรมการปกครองที่ขึ้นกล่าวปัจฉิมโอวาทในวันสุดท้าย หลังคืนร่ายบทกวีของวงดนตรีคันนายาว เน้นที่ความปรองดองสมานฉันท์ ความสามัคคีภายในชาติ นั่นคือภารกิจและหน้าที่ที่ข้าราชการกรมการปกคารองจะต้องแบกรับในปี พ.ศ.นี้
"บุญถึง ลือชา"



