ไลฟ์สไตล์

หรือแค่คำอวดอ้าง

หรือแค่คำอวดอ้าง

27 ก.พ. 2554

มีคำถามไปที่รายการ AUTO SERVIC ทางสถานีวิทยุ FM 90.5 ฟังดูแล้วเป็นได้ทั้งคำถามเป็นทั้งคำตัดพ้อเป็นทั้งความอิดหนาระอาใจ คำถามมีอยู่ว่า ผู้ใช้รถคันหนึ่ง ใช้มาด้วยดีปฏิบัติตามกฎเกณท์ที่ผู้ขายหรือผู้ผลิตกำหนดไว้ทุกประการ เข้ารับการบริการครบถ้วนและตรงตามกำหนด

 จนใช้รถคันนั้นมา 9หมื่นกว่ากิโลเมตร อายุการใช้งานมากกว่า 3 ปี มีปัญหาในเรื่องระบบส่งกำลัง (เกียร์ออโต้) นำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการของผู้ผลิต ได้รับแจ้งว่าจะต้องทำการโอเวอร์ฮอล์ระบบเกียร์ออโต้ใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงมากและผู้ใช้รถจะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง เพราะรถคันนั้นหมดเขตของระยะการรับประกันมาแล้ว (3ปีหรือ1กิโลเมตรแล้วแต่อย่างไหนถึงก่อน)

 ถ้าดูกันตามข้อกำหนดที่เป็นนโยบายของผู้ผลิต(ที่ผู้ซื้อไปใช้ไม่มีโอกาสมีส่วนในการกำหนดนโยบาย)แล้วผู้ใช้รถคันนั้นจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าดำเนินการในการซ่อมเกียร์ให้ใช้งานได้โดยมีทางเลือกแคบๆ สำหรับผู้ที่ใช้รถอยู่เพียงสองทางคือซ่อมที่ ศูนย์บริการ แห่งนั้นหรือนำไปซ่อมตาม อู่ทั่วไป คำรำพึงคำบ่นของผู้ใช้รถท่านนั้นมีอยู่ว่าใช้รถมาด้วยดีตลอดปัญหาที่เกิดขึ้นบริษัทไม่ช่วยเหลืออะไรเลยจะทำอย่างไร

 ครับเรื่อง การรับประกันสินค้า เป็นเรื่องที่อาจจะพูดได้ว่าผู้ซื้อสินค้ามักจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ขายมาโดยตลอดอย่างยาวนาน คงจะต้องมีคำถามย้อนกลับไปกันหน่อยว่าทำไมต้องมีการรับประกันสินค้า

  ตอบกันแบบง่ายๆ กำปั้นทุบดินก็อาจจะได้ความว่าเพราะผู้ผลิตเองก็ยังไม่มั่นใจในตัวสินค้าที่ตนเองผลิตออกมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าถามต่อว่าเป็นเพราะอะไรผู้ผลิตอาจจะอ้างแม่น้ำทั้งห้ามหาสมุทรทั้งเจ็ดแล้วจึงตอบสั้นๆ ได้ว่า เราจึงต้องมีการรับประกันสินค้า รูปแบบวิธีการเงื่อนไขของแต่ละผู้ผลิตโดยภาพรวมๆ แล้วไม่ได้แตกต่างกันเลยรับประกัน3 ปี 1 แสนกิโลเมตร

  เมื่อข้อกำหนดเป็นอย่างนั้นผู้ที่มีหน้าที่ในการให้บริการก็จะขีดเส้นรถแต่ละคันเอาไว้ที่เลข ไมล์ 100,000กิโลเมตร ระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันรับรถ เมื่อรถมีปัญหานำรถเข้าขอรับการแก้ไขพนักงานระดับปฏิบัติการก็จะเปิดบัญชีขึ้นมาดูว่ารถใช้ไปเป็นเวลาเท่าไรเลขไมล์บนหน้าปัดขึ้นไปเท่าไรเมื่อพ้นหรือเกินกว่าข้อกำหนดที่ตั้งกันไว้รถที่มีปัญหาคันนั้นก็จะได้รับคำบอกเล่าว่า หมดกำหนดระยะเวลารับประกันต้องจ่าย(มากๆ)

 ทั้งๆ ที่นโยบายที่กำหนดออกมาจากผู้ผลิตนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องนำมาพิจารณาก่อนที่จะหลุดคำพูดออกไปว่า “เสียใจเราช่วยอะไรคุณไม่ได้ เพราะรถคุณหมดระยะรับประกันแล้ว” ในบันทึกเล่มโตๆ ที่อ้างว่าเป็นนโยบายของผู้ผลิตเกือบทั้งหมดทุกยี่ห้อที่ให้การรับประกันหน้าแรกพารากราฟแรกจะเน้นตัวอักษรให้เห็นชัดเจนข้อความว่า “อย่าปฏิเสธการรับประกันไม่ว่ากรณีใดๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร”

 การที่รถคันนั้นระบบส่งกำลังมีปัญหาแม้จะพ้นกำหนดของการรับประกันมาแล้วก็ตามผู้ที่ให้การบริการจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้แก่ผู้ใช้รถได้ว่า สาเหตุของปัญหา นั้นเกิดจากอะไร ไม่ใช่ดูเพียง ตัวเลขวันเดือนปีบน สมุดจดทะเบียนและเลขกิโลเมตรบนหน้าปัดเท่านั้น ระยะเวลา 3 ปีหรือ 1 แสนกิโลเมตรนั้นเป็นเพียงนโยบายเบื้องต้นที่เรียกว่า Basic Warranty เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นยังมีข้อความให้ยกเว้นได้อีกมากมายหลายกรณีเช่น ฝาสูบ อาจจะรับประกันได้จนถึง 5 แสนกิโลเมตร เพลาข้อเหวี่ยง 1 ล้านกิโลเมตร ระบบส่งกำลังเป็นสองเท่าของเบสิกวอรันตี เหล่านี้เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ความจริงเป็นเรื่องที่อยู่ในข้อบังคับของผู้ผลิตต่อผู้ขายที่จะต้องมีให้แก่ผู้ใช้

 เรื่องของการรับประกันสินค้านั้นในความเป็นจริงแล้วผู้ผลิตสินค้าให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะการรับประกันสินค้านั้นเป็นข้อมูลที่ วิเศษ ที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้ผลิตต้องการ เพราะผู้ผลิตต้องการรู้ว่าสินค้าหรือชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นตัวรถคันหนึ่งนั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด

 การรับประกันสินค้าก็คือการทำ Technical Report ในอีกแบบหนึ่งที่ผู้ใช้รถจะเป็นผู้รายงาน รถยนต์บ้านเรามีการให้รับประกันสินค้ามานานแล้วเริ่มจาก 1 ปี 2 ปี 3 ปีและบางยี่ห้อถึงห้าปีอาจจะดูว่าเงื่อนไขนี้ให้แก่ผู้ใช้รถบ้านเรามากพอแล้ว แต่ถ้าหันมองไปไกลๆ ทุกมุมโลก ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ผู้ใช้รถจะได้รับการรับประกันสินค้าเบื้องต้น (Basic Warranty) เหมือนๆ กับบ้านเราแต่ที่ต่างกันก็คือในเรื่องของระบบส่งกำลังแล้วคนที่บ้านเขาจะได้รับมากเป็นสองเท่าจากการรับประกันในเบื้องต้นเช่นรับประกันไปจนถึง 5 ปี หรือ 1กิโลเมตร และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อรถจากเกาหลีให้การรับประกันในจุดนี้ถึง 10 ปี

 บ้านเรากำลังเป็นช่วงขาขึ้นทั้งของผู้ผลิตและผู้ขายแต่ผู้ซื้อ ผู้ใช้ได้รับสิทธิ์เพียง Basic Warranty เท่านั้นเป็นคำถามที่ ผมยังไม่รู้ว่าใครควรจะเป็นผู้ให้คำตอบ