ไลฟ์สไตล์

 “เรือนคุ้มภัย”ขวัญใจคน“ไทย”ชายแดน(2)

“เรือนคุ้มภัย”ขวัญใจคน“ไทย”ชายแดน(2)

26 ก.พ. 2554

สวัสดีครับแฟนๆ ชาวบ้านไม่บาน สัปดาห์ที่แล้วผมได้นำเสนอรูปแบบ “บ้านไม่บาน” ในรูปแบบ “เรือนคุ้มภัย” ขวัญใจคน “ไทย” ชายแดน เพราะผมเชื่อว่าความขัดแย้งตามแนวตะเข็บชายแดนก็คงไม่สามารถหาบทสรุปที่ลงตัวที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ในเร็ววัน

หากพิจารณาลึกๆ ลงไปถึงประเด็นของความขัดแย้งบน “พื้นที่ทับซ้อน” 4.6 ตารางกิโลเมตร แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นประเด็นความขัดแย้งที่เก่าเก็บ หมกเม็ดกันมายาวนานกว่า 40 ปี โดยมีการละเลยแบบ “แกล้งลืม” กันมาหลายรัฐบาล

 ท่ามกลางประเด็นความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง “ไทย” ในปัจจุบัน จึงมีความพยายามที่จะดึงเอาการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาสู่เวทีการเมืองภายในประเทศ (อันตรายมากครับ) เป็นผลให้ประเด็นการเสียดินแดนบนพื้นที่ทับซ้อนถูกปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อใช้เป็น “ชนวน” และใช้เป็น “เครื่องมือต่อรอง” ทางการเมือง ดังที่ผมกล่าวมาแล้วครับว่า รัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างก็ละเลยที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อีกทั้งยังขาด “เอกภาพ” ส่งผลให้นโยบายและท่าทีของ “รัฐบาล” เกี่ยวกับ “พื้นที่พิพาท” มีความคลุมเครืออย่าง “ไร้ทิศทาง” ที่ชัดเจน ก็เลยส่งผลให้ “กองทัพ” มีจุดยืนเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่ชัดเจนเช่นกัน 

 หากจะพูดถึงความสัมพันธ์ของ “ไทย” และ “เขมร” นั้น คงต้องทำใจยอมรับว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องอยู่กับเขาและเขาก็ต้องอยู่กับเรา หากศึกษาย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์จะเห็นว่ามีความสัมพันธ์ต่อกันมายาวนานก่อนยุค “สุโขทัย” เป็นราชธานีเสียอีก ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ก็ตาม “เขมร” ก็เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับ “ไทย” คงไม่มีใครสามารถย้ายประเทศกันได้ 

 น่าเศร้าใจครับที่ “ชาติมหาอำนาจ” โดยเฉพาะ “ฝรั่งเศส” ที่มาพร้อมกับนโยบาย “เรือปืน” ใน “ยุคล่าอาณานิคม” ได้ยึด “เขมร” เอาไว้เป็น “เมืองขึ้น” รวมทั้งทำให้ “สยามประเทศ” ต้องเสียดินแดนมากมายมหาศาล โดยเฉพาะ “เสียมราฐ” “พระตะบอง” “ศรีโสภณ” ฯลฯ ถึงแม้ว่า “ฝรั่งเศส” จะถอยทัพกลับประเทศไปแล้ว ก็ยังทิ้ง “ประเด็นแห่งความขัดแย้ง” ไว้ เพราะเมื่อ “ไทย” ถือเอาเขตสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งชายแดน ในขณะที่ “เขมร” ถือเอาแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200000 ที่ “ฝรั่งเศส” ได้วางยาเอาไว้เป็นเงื่อนไขของการเรียกร้องสิทธิบน “พื้นที่ทับซ้อน”

 ผลก็เป็นอย่างที่เราๆ ท่านๆ รู้กันอยู่ครับ เกิดเป็น “สงครามขนาดย่อม” อย่างซ้ำซาก ที่ทำให้คนนับหมื่นคนตามแนวตะเข็บชายแดนต้องละทิ้งบ้านอพยพหลบหนีภัยสงครามกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เพราะคนตามแนวชายแดนไม่ว่า “ไทย” และ “เขมร” ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพี่น้องกัน พูดภาษาเดียวกัน ไปมาหาสู่กัน เกื้อหนุนจุนเจือเอื้ออาทรกัน จะว่าไปแล้วบรรดาคนที่ทะเลาะกันจริงๆ นั้น เป็นเพียงคนไม่กี่กลุ่มที่อยู่ “กรุงเทพฯ” และ “พนมเปญ”  ที่กำลังฉกฉวยแย่งชิง “ผลประโยชน์” จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกันอยู่ครับ

 รายละเอียดของ “เรือนป้องภัย” ขวัญใจคน “ไทย” ชายแดนนี้ ผมได้ออกแบบให้มีลักษณะเป็นอาคารทรงหกเหลี่ยม มีผนัง 2 ชั้น ที่ทำมุมเอียงสอบเข้าเพื่อลดแรงปะทะจากการยิงของบรรดาอาวุธสงคราม ไม่ว่าจะเป็น เอ็ม79, อาร์พีจี หรือปืนไร้แรงสะท้อน ฯลฯ รวมทั้งลดความเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่และสะเก็ดระเบิด หากไม่โชคร้ายจนเกินไป (โดนแบบตรงๆ เต็มๆ) ก็คงช่วยคุ้มครองป้องภัยสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ครับ  นอกจากนั้น โครงสร้างทั้งหมดยังได้รับการออกแบบให้เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง ไม่ว่าจะเป็นพื้น, ผนังและหลังคา รวมทั้งมีการเจาะช่องระบายอากาศทำให้ไม่อับทึบ และมีบริเวณสังเกตการณ์เอาไว้มองรอบทิศทาง จะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงทีครับ    

 สำหรับ “บ้านไม่บาน” ในชุด “เรือนคุ้มภัย” ขวัญใจคน “ไทย” ชายแดน ผมออกแบบให้แต่ละหน่วยมีขนาดกำลังพอเหมาะ พอดี ไม่ใหญ่จนเกินไป แต่ละหน่วยสามารถจุได้ 15-20 คน มีการวางผังให้กระจายตัวออกไปเป็นหลังๆ ตามสภาพภูมิประเทศ การที่ออกแบบให้เป็นหน่วยเล็กๆ กระจายตัวออกไปมีข้อดี คือ เมื่อเกิดการสูญเสียขั้นวิกฤติก็จะเสียหายในบริเวณเล็กๆ ซึ่งแต่ละหน่วยก็จะมีอุโมงค์เชื่อมถึงกันครับ

 นอกจากนั้น ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่าบ้านไม่บาน ในชุด “เรือนคุ้มภัย” นี้จะสามารถช่วย “สร้างขวัญและกำลังใจ” ให้แก่บรรดา “คนรักบ้าน” ที่ต้องใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงตามแนวชายแดน เพราะในปัจจุบันระยะทำการของปืนใหญ่ สามารถยิงแบบหวังผลได้ไกลกว่า 40 กิโลเมตร ดังนั้น “เรือนคุ้มภัย” ขวัญใจคน “ไทย” ชายแดน ที่ผมได้ออกแบบนี้จะช่วยให้ “คนรักบ้าน” ที่ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน, โรงเรียน, วัด, สถานที่ราชการ, สถานีตำรวจ, หน่วยทหารในชุมชนต่างๆ ให้มีที่หลบภัยที่นอกจากจะมีความมั่นคงแข็งแรงในระดับหนึ่งแล้ว ก็ยังถูกสุขลักษณะ อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี ไม่ร้อนอบอ้าว สามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีที่เก็บเสบียงประเภทข้าวสารอาหารแห้งและน้ำ เอาไว้กินกันได้หลายวัน รวมทั้งมีบริเวณเตรียมอาหาร, ห้องน้ำและที่อาบน้ำ และที่สำคัญที่สุดสามารถ “คุ้มภัย” ให้แก่ตัวเองและครอบครัวได้ระดับหนึ่งก่อนที่หน่วยเหนือจะเข้ามาช่วยเหลือทำการอพยพเคลื่อนย้ายไปสู่บริเวณที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งผมก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้อย่างแน่นอนครับ

 สำหรับแฟนๆ “ชาวคนรักบ้าน” ท่านใดประสงค์จะ “ร่วมด้วยช่วยกัน” เพื่อสร้าง “เรือนป้องภัย”  ขวัญใจคน “ไทย” ชายแดน เพื่อมอบให้เป็นสาธารณประโยชน์กับบรรดาชาว “คนรักบ้าน” ที่กำลังประสบภัยสงครามอยู่ ท่านก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 0-2245-1399 หรือถ้าหากแฟนๆ ท่านใด, หน่วยงานใดต้องการรายละเอียดของ “เรือนป้องภัย” ก็สามารถเขียนจดหมายติดต่อกันมาได้ที่ ผศ.ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ 10200 ครับ 

 สัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้กันเพียงแค่นี้ แล้วพบกับสาระน่ารู้เกี่ยวกับ “อาคารบ้านเรือนไม่บาน” ที่ “พอเพียง งามง่าย เป็นทั้งที่รักและที่พัก” กันได้ใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ