ไลฟ์สไตล์

"จุรินทร์"เร่งหารือทูตเวียดนามช่วยหญิงอุ้มบุญทั้ง7ราย

"จุรินทร์"เร่งหารือทูตเวียดนามช่วยหญิงอุ้มบุญทั้ง7ราย

25 ก.พ. 2554

สธ.เผย 1 ใน 2 ของหญิงเวียดนามอุ้มบุญขอทำแท้งเป็นลูกแฝด อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ พร้อมเตรียมหารืออีกครั้ง 28 ก.พ.นี้ พร้อมผู้แทนสถานทูตเวียนนาม ขณะที่ “ดีเอสไอ” ประสานไอซีทีนำเว็บไซด์รับอุ้มบุญออกจากระบบ หวั่นทำไทยเสียชื่อเสียง

 ที่กระทรวงสาธารณสุข  เมื่อเวลา 16.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.สาธารณสุข ได้ประชุมพิจารณาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ด้วยวิธีอุ้มบุญ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ แพทยสภา ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี มูลนิธิพิทักษ์สตรี และผู้แทนจากบ้านเกร็ดตระการ โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง

 นายจุรินทร์ กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานีได้รายงานการเข้าไปดูแลหญิงเวียดนามจำนวน 7 ราย จาก 14 ราย โดยในจำนวนนี้ 1 รายคลอดลูกแล้ว ส่วนอีก 6 รายนั้นยังตั้งครรภ์อยู่ โดยมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 6-8 เดือน ในจำนวนนี้ 4 รายยอมรับการตรวจครรภ์ และอีก 2 รายประสงค์ที่จะทำแท้ง โดยมีอายุ 18 สัปดาห์ และอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ โดยรายหลังนี้เป็นเด็กแฝด ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ ทั้งในกลุ่มหญิงเวียดนามที่ไม่ต้องยุติการตั้งครรภ์จะต้องดำเนินอย่างไรต่อไปนั้น รวมถึงในกลุ่มหญิงเวียดนามที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์จะดำเนินการอย่างไร คงต้องมีการหารืออีกครั้งในวันที่ 28 ก.พ.นี้ ร่วมกับผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ดีเอสไอ กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตเวียนามอีกครั้ง

 นายจุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนของบริษัทค้ามนุษย์นั้นจะถูกดำเนินคดี 2 ข้อหา คือ ข้อหาค้ามนุษย์กับกักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วนสถานพยาบาลและบุคคลที่รับทำการผสมเชื้ออุ้มบุญนั้น จะต้องดำเนินการตาม พรบ.สถานพยาบาล 2525 และมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมที่ทางแพทยสภากำหนด

 “ขณะนี้เรามีแต่กฎหมายที่สามารถเอาผิดได้แต่เฉพาะบริษัทค้ามนุษย์และสถานพยาบาลที่ผสมเทียมอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ในส่วนของหญิงเวียดนามที่รับจ้างอุ้มบุญนั้น ไทยเรายังไม่มีกฎหมายที่จะเอาผิดได้ ซึ่งขณะนี้มี ร่าง พรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธ์ทางการแพทย์ ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว และอยู่ในกฤษฎีกาพิจารณาเนื้อหากฎหมาย” รมว.สาธารณสุข กล่าว และว่า สำหรับเรื่องนี้หลายเรื่องยังไม่สามารสรุปได้ต้องหารือเพิ่ม เช่น ทั้งการอยู่ในประเทศไทยต่อไป การส่งกลับเวียดนาม การทำแท้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด

 ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า สำหรับคลินิกที่ร่วมทำการอุ้มบุญนี้ ทางดีเอสไอกำลังเร่งสอบสวนร่วมกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ขณะนี้ยังไม่ปรากฎตัวละครชัดแจน เพียงแต่พบว่ามีการโฆษณาผ่านเว็บไซด์ว่ามีการอุ้มบุญที่เมืองไทย โดยได้ประสานไปยังกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที.) ในการนำเว็บไซด์นี้ออกแล้ว เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงประเทศ

 ขณะที่ นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ขณะนี้เรายังไม่ทราบชื่อแพทย์ที่ทำ เพียงแต่เห็นรูปแล้ว โดยเป็นผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 1 คน อย่างไรก็ตามทางแพทยสภาจะนำเรื่องนี้เข้าอนุกรรมการสอบสวนในสัปดาห์นี้ เพื่อดำเนินการต่อไป
 ต่อข้อซักถามว่า เด็กที่คลอดแล้วจะถือเป็นสิทธิ์ของใคร และหญิงเวียดนามสามารถนำกลับประเทศได้หรือไม่ ศ.นพ.สมบูรณ์ คุณาธิคม ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามกฎหมายไทยเด็กที่คลอดออกมาจะถือเป็นกรรมสิทธิของแม่ ถือว่าแม่เป็นเจ้าของลูกในครรภ์ ส่วนกรณีการอุ้มบุญนั้นเป็นเรื่องหลังการคลอดที่ต้องไปพิสูจน์กันโดยการฟ้องร้องพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของไข่และเชื้ออสุจิตามกฎหมยจะเป็นได้เพียงพ่อแม่บุญธรรมเท่านั้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่า การทำอุ้มบุญในการฉีดเชื้อและไข่เข้าไปในครรภ์นั้น จะต้องทำในสถานพยาบาลระดับใด ศ.นพ.สมบูรณ์ กล่าวว่า สามารถทำได้ทั้งในสถานพยาบาลระดับคลินิกและโรงพยาบาล เพียงแต่ต้องได้รับใบรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ โดยเราจะส่งแพทย์ 3 คนไปตรวจความพร้อม ทั้งสถานที่จัดเก็บไข่ ห้องปฎิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนและอุปกรณ์แช่แข็ง ซึ่งผู้ที่ทำจะต้องเป็นแพทย์สูตินรีตามประการของแพทยสภาเท่านั้น