
สปส.เตรียมหารือเพิ่มสิทธิ2มี.ค.กมธ.สธ.เรียกประกันสังคม-รักษาฟรีแจงสิทธิประโยชน์
กมธ.สธ.เรียกกองทุนประกันสังคม-บัตรรักษาฟรีเข้าชี้แจงปัญหาสิทธิประโยชน์ไม่เท่าเทียม สปส.เตรียมหารือเพิ่มสิทธิ 2 มี.ค. ขณะที่ สปสช.ยอมรับต้องพัฒนา ในแง่คุณภาพการบริการจากปัญหาขาดแคลนบุคลากร
นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการเรียกชี้แจงระหว่างสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลระหว่างกองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรรักษาฟรี ที่รัฐสภาว่ากองทุนประกันสังคม มีสิทธิประโยชน์น้อยกว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งๆ ที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน กรรมาธิการสาธารณสุข (กมธ.สธ.) จึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาหารือกัน โดยเห็นควรให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้มากกว่าหรือเทียบเท่าบัตรรักษาฟรี เบื้องต้น สปส.จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในวันที่ 2 มีนาคมนี้
“ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ ปัญหาสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคมไม่เทียบเท่าบัตรรักษาฟรี ทำให้เกิดกระแสสังคมต้องการลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนสูงขึ้น และเพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม สปส.ควรมีการปรับปรุงให้ตรงจุด ซึ่งควรดำเนินการมานานแล้ว ตรงนี้มาจากการขาดการบริหารจัดการที่ดีจนทำให้การปรับสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนล่าช้า ทั้งๆ ที่การดำเนินการปรับสิทธิประโยชน์ สปส.สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย แค่แก้ไขระเบียบก็สามารถประกาศใช้ได้ทันที” นพ.ประสิทธิ์กล่าว
ด้าน นพ.วีรวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า โดยหลักการแล้วคนทุกคนควรมีสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพเท่าเทียม หรือใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันต้องตั้งคำถามว่า จริงหรือไม่ ยกตัวอย่าง ปัจจุบันในระบบบัตรรักษาฟรีกำหนดให้สามารถจ่ายยาต้านไวรัสเอชไอวีได้ในโรงพยาบาลชุมชน บางกรณีส่งตรงถึงบ้านผู้ป่วย แต่ในระบบประกันสังคมจะให้ยาเฉพาะในโรงพยาบาลประจำจังหวัด ขณะที่ในกรณีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดตามสิทธิบัตรรักษาฟรี สามารถรับยาได้ แต่ในอีกระบบอนุญาตเพียงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าบัตรรักษาฟรี ดีหมด ยอมรับว่ายังต้องมีการปรับปรุงพัฒนาเช่นกัน ทั้งคุณภาพการบริการ จากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญด้วย เนื่องจากเป็นนโยบายภาพรวม



