ไลฟ์สไตล์

จิตสำนึกรับผิดชอบ
จากการปลูกกล้วยไม้ (จบ)

จิตสำนึกรับผิดชอบ จากการปลูกกล้วยไม้ (จบ)

24 ก.พ. 2554

ฉันยังจำได้ดีว่าการจัดงานประชุมกล้วยไม้โลกครั้งนั้น ผู้ที่ค้าขายกล้วยไม้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาช่วยงานโดยตรง แต่พอถึงเวลากลางคืนกลับไปยืนเคาะห้องแขกต่างประเทศตามโรงแรมเพื่อเอาแค็ตตาล็อกเสนอขายกล้วยไม้ไปให้ มันน่าอดสูอย่างที่สุดเพราะทำให้เขาดูถูกเรา

 โดยหลักความจริงแล้ว ยิ่งเธอทำเสียหายมากเท่าไหร่ มันก็ทำให้ตัวฉันเองโดดเด่นขึ้นมา แต่ฉันไม่ต้องการความเด่น หากต้องการให้วงการกล้วยไม้มันอยู่รอด อีกทั้งให้ตัวเธอเองเจริญเติบโต พูดแค่นี้เธอก็คงเห็นแล้วว่า ทั้งๆ ที่ฉันทำให้แก่เธอมาตลอด เธอกลับไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ มันเหมือนกับคนตาบอดตาใส

 ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฉันมีอายุกำลังจะขึ้น 88 ปีแล้ว แต่ทำไมต้องเหน็ดเหนื่อยกระเสือกกระสนไปประชุมกล้วยไม้ในภาคพื้นยุโรป นี่ก็เพราะเป็นความหวังสุดท้ายที่ต้องการให้วงการกล้วยไม้ของไทยมันไปได้

 หรืออีกนัยหนึ่งฉันทำให้เธอทั้งหลายอย่างดีที่สุดแล้ว แต่พวกเธอกลับมองไม่เห็นความสำคัญของตัวเธอเอง ถ้าฉันสิ้นไปแล้ววงการมันทรุดเธอจะมาโทษฉันไม่ได้

 แม้แต่การจัดงานแสดงพืชกรรมที่สิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว ฉันขอให้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว เธอก็ไม่ยอม หากต้องการทำแบบตัวใครตัวมัน จนกระทั่งพวกสิงคโปร์เขาพูดกับฉันอย่างดูถูกดูแคลน ถ้าฉันไม่ได้สร้างอะไรเอาไว้ให้เขานึกถึง เขาจะมาพูดกับฉันตามตรงได้ยังไง

 จากผลการไปเยอรมันครั้งนี้ทำให้สรุปได้ว่า แท้จริงแล้วตลาดกล้วยไม้ยังมีอีกมาก แต่เป็นเพราะพวกเธอไม่เห็นความสำคัญของกิจกรรมระหว่างประเทศ แล้วจะมาโทษใคร

  “ขอโทษนะ ที่ฉันพูดตามตรง ก็เพราะหวังดีกับเธอทั้งหลาย ถ้าใครไม่พอใจ ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ วันหนึ่งลูกหลานเธอเองก็คงต้องนั่งน้ำตาตก”

 มีบทความเรื่องหนึ่งซึ่งทางเยอรมันเขาขอให้ฉันไปพูดในเชิงปาฐกถา ซึ่งฉันได้ไปพูดระหว่างการประชุมครั้งนั้นด้วยตัวเอง 

 ฉันขอนำมาเสนอเป็นภาษาไทยเพื่อให้เธออ่านแล้วนำไปคิดว่าที่คนต่างชาติเขาเคารพฉันนั้น มันเกิดจากอะไรกันแน่!!!
  
"ระพี สาคริก"