
เร่งจัดตั้ง "สหกรณ์" จัดการผลผลิต ทางเลือกใหม่ผู้ปลูกกาแฟดอยช้าง
แม้กาแฟดอยช้างจะได้รับการกล่าวขานจากบรรดาคอกาแฟว่าเป็นกาแฟที่มีรสชาติดีที่สุดในโลกและเคยคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดกาแฟโลกมาแล้วเมื่อปี 2552 แต่ปัจจุบันเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟบนดอยช้าง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กลับยังไม่มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งอย่างชัดเจน แต่เป็
"บนดอยช้างมีพื้นที่ปลูกกาแฟอยู่ประมาณ 2 หมื่นไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 หมู่บ้าน ที่ผ่านมายังรวมกลุ่มอย่างชัดเจน พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็นำผลผลิตมารวมกันเพื่อขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อ ซึ่งก็มี 2 กลุ่มคือนายทุนในพื้นที่และบริษัทดอยช้าง เรื่องราคาไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเราสามารถคุยกันได้ อย่างปีนี้ราคารับซื้อผลกาแฟสดจะอยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าโอเค เพราะต้นทุนการดูแลก็ประมาณ 13-14 บาทเข้าไปแล้ว ค่าแรงเก็บเกี่ยวกิโลละ 4-5 บาท ไหนจะค่าปุ๋ยค่ายาอีก"
สุจิต โกเมนรัตน์กุล ชาวไทยภูเขาเผ่าลีซอ เกษตรกรแกนนำชาวสวนกาแฟคนสำคัญแห่งบ้านดอยช้าง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ที่ยึดอาชีพปลูกกาแฟมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถือเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันให้มีสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟดอยช้างเพื่อเป็นตราสัญลักษณ์และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่ากาแฟจากสหกรณ์ผู้ผลิตกาแฟดอยช้างทุกเม็ดจะไม่มีการปลอมปนและยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กาแฟ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้จะกลับมาสู่สมาชิก
"ผมจบ ปวส.จากวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงราย และปริญญาตรีพัฒนาชุมชนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จบแล้วก็ไปทำงานกับสหฟาร์ม ที่ลพบุรี ทำอยู่พักใหญ่ก็ลาออกกลับมาทำไร่กาแฟที่บ้าน ถึงวันนี้ก็ทำมา 7 ปีแล้ว ของผมตอนนี้มีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่ง 7 ไร่ อีกแปลง 20 ไร่เศษ เก็บผลผลิตได้หมดแล้ว" เกษตรกรคนเดิมเผย
แม้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟดอยช้างจะไม่มีปัญหาเรื่องราคา แต่ปัจจุบันการรวมกลุ่มบริหารจัดการกาแฟแบบครบวงจรตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปของสหกรณ์ยังไม่มี จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟดอยช้าง โดยการสนับสนุนของสหกรณ์ จ.เชียงราย ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการไปได้ระดับหนึ่งแล้ว
"ที่นี่ยังไม่มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นสหกรณ์อย่างเป็นทางการ มีเพียงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ข้อดีของสหกรณ์คือ จะมีการบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ผผลิตเมล็ดกาแฟจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่ขายเมล็ดกาแฟสุกอย่างเดียว อีกอย่างก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริม อนาคตก็จะนำบุตรหลานที่ทำงานในพื้นล่างกลับมาอยู่บ้าน มาทำไร่กาแฟ ที่สำคัญเราก็จะมีผลิตภัณฑ์กาแฟดอยช้างที่เป็นแบรนด์ของเราจริงๆ ที่ผลิตโดยสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟดอยช้าง" สุจิต วาดฝันอนาคต
ปัจจุบันการปลูกกาแฟบนดอยช้างทั้งหมดจะเป็นสายพันธุ์อาราบิก้า และแยกย่อยออกเป็น 3 สายพันธุ์คือคาทุย คาโทร่า และคาติมอร์ ซึ่งสายพันธุ์คาติมอร์จะปลูกกันมากที่สุด เนื่องจากทนต่อโรคติดต่อโดยเฉพาะราสนิม และต้นกาแฟก็มีอายุยืนยาวกว่าสองสายพันธุ์แรก ส่วนการปลูกจะต้องใช้ต้นกล้าอายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือนถึง 1 ปี เริ่มต้นปลูกในฤดูฝนประมาณกรกฎาคม-กันยายน และจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคมของทุกปี
การจัดตั้งสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟดอยช้าง นับเป็นอีกทางเลือกให้แก่เกษตรกรชาวไร่กาแฟในการรวมกลุ่มบริหารจัดการอย่างเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม โดยผ่านหน่วยงานรับผิดชอบจากภาครัฐโดยตรง สนใจเยี่ยมชมไร่กาแฟและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรบนดอยช้าง ติดต่อ สุจิต โกเมนรัตน์กุล โทร.08-5295-1074 ได้ตลอดเวลา
"สุรัตน์ อัตตะ"



