
แก้วัยรุ่นท้องไม่พร้อมสร้างชีวิตใหม่ก่อนคืนสู่สังคม
จากกระแสข่าว "2,002 ซากทารกที่วัดไผ่เงิน" ทำให้รัฐบาลและกระทรวงต่างๆ ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอย่างจริงจัง โดยล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐมนตรีและผู้บริหาร 8 หน่วยงาน
ได้แก่ นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลัก นายสกล เขมะพรรค ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.จันทร์สุดา รักษ์พลเมือง รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายสุนันท์ โพธิ์ทอง รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายวัลลภ พริ้งพงษ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดตัวยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม และมอบนโยบายแก่หน่วยงานราชการ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554
นายอภิสิทธิ์ กล่าวมอบนโยบายว่า ปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อมเป็นปัญหาสำคัญและสะสมในสังคมไทย ซึ่งสังคมภาพรวมตระหนักเรื่องนี้จากกรณีวัดไผ่เงินที่มีซากทารกจำนวนมาก จึงได้ให้ พม.ไปวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหานี้ โดยข้อมูลองค์การอนามัยโลกได้รายงานอุบัติการณ์การคลอดบุตรของวัยรุ่นทั่วโลกที่มีอายุ 15-19 ปี มีค่าเฉลี่ย 65 รายต่อหญิงวัยเดียวกัน 1,000 ราย ประเทศไทยพบว่าอัตราการคลอดบุตรของแม่วัยรุ่นที่มีอายุ 15-19 ปี อยู่ที่ 70 รายต่อหญิงวัยเดียวกัน 1,000 ราย ซึ่งค่าเฉลี่ยนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ 56 รายต่อหญิงวัยเดียวกัน 1,000 ราย และมีสถิติเด็กไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุ 10-15 ปี
ดังนั้น จึงได้ให้ พม.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปยกร่างยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์นี้มี 6 ด้าน ได้แก่ 1.การป้องกัน 2.การช่วยเหลือและบำบัดฟื้นฟู 3.การเสริมสร้างบทบาทและองค์ความรู้แก่กลุ่มผู้นำทางความคิดของเด็กและเยาวชน 4.การขจัดสิ่งยั่วยุและอิทธิพลจากสื่อ 5.การผลักดันนโยบาย และ 6.การสำรวจข้อมูล การพัฒนาระบบงานและการติดตาม
"ครั้งนี้เป็นการเปิดตัวยุทธศาสตร์ครั้งแรก จากการดำเนินงานแก้ปัญหาพบว่า หัวใจการทำงานอยู่ในพื้นที่ ช่วยแก้ปัญหาภาพรวมและเผยแพร่ค่านิยมที่ดี แต่เป็นเรื่องยากที่จะเจาะเข้าไปในกลุ่มเป้าหมาย การรณรงค์ไปสู่กลุ่มเสี่ยงยังเข้าไปไม่ถึง จึงต้องให้คณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนสู่พื้นที่ อีกทั้งในแผนงานและโครงงานต่างๆ ต้องให้เอกชนเข้ามาร่วมทำงานมากขึ้น"
นายกรัฐมนตรียังกำชับให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ข้อนี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยเน้น "การป้องกันเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อมและลดตัวเลขเด็กที่มีปัญหานี้" โดย ศธ.ต้องมีหลักสูตรเพศศึกษาที่เหมาะกับเด็กแต่ละวัย สภาพท้องถิ่น สังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ สธ.ให้ความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ สุขภาวะทางเพศ โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ช่วยรณรงค์และให้ความรู้สู่เยาวชนและครอบครัว
กระทรวงไอซีทีดูแลตรวจสอบคลิป เว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องเพศที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร วธ.ดูแล ตรวจสอบสื่อสิ่งพิมพ์ สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กรักนวลสงวนตัว รักครอบครัว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขัน กวาดล้างจับกุมสื่อลามก สถานที่เสี่ยง ศธ.ร่วมกับ พม.เข้าไปดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยให้โอกาสกลับเข้าไปเรียนต่อในโรงเรียน หากเด็กไม่พร้อมให้เรียนการศึกษานอกระบบ
กระทรวงแรงงานช่วยแม่วัยเยาว์ที่ไม่กลับไปเรียนต่อแต่อยากจะทำงาน ได้เข้าอบรมวิชาชีพและจัดหางานให้ทำ และ มท.ผลักดันให้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์นี้โดยเป็นภารกิจสำคัญที่มอบให้ทุกจังหวัดและ อปท.ทุกแห่งร่วมดำเนินงาน โดยให้ผู้ว่าฯ ไปจัดประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดแล้วจัดทำแผนระยะสั้น 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายนนี้ และให้ อปท.จัดทำแผนปฏิบัติงาน และสรุปผลเสนอคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในเดือนพฤษภาคม 2554
"ปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งของสังคมไทย มีผลต่อการพัฒนาศักยภาพคนไทย ขอให้ทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังผลักดันยุทธศาสตร์นี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยไม่มองว่า เด็กสร้างปัญหา แต่ต้องคิดว่าเด็กเป็นผู้ประสบปัญหาและเป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ที่จะต้องป้องกันและแก้ปัญหา ทำให้เด็กไทยที่ผิดพลาดกลับมามีชีวิตที่ดี ช่วยป้องกันปัญหาสังคมอื่นๆ" นายกรัฐมนตรีมอบนโยบาย
นายอิสสระกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมีเด็กถูกทอดทิ้งไม่มีพ่อแม่อยู่ในสถานสงเคราะห์เด็ก 8 แห่งของพม. 8,000 คน ขอให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทุกจังหวัดไปสำรวจเด็กตั้งท้องใน 3 กลุ่ม ได้แก่ อายุ 15 ปี อายุเกิน 15-18 ปี และอายุ 19-20 ปี โดยแยกเป็นกลุ่มตั้งท้องพร้อมและไม่พร้อม และประสานผู้ว่าฯ เพื่อประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดและจัดทำแผนงานระยะสั้น
"ขอให้ พมจ.ทำงานแบบปูพรมโดยขยายเครือข่ายไปสู่ อปท.และชุมชน โดยเฉพาะ อปท.ที่มีความเสี่ยงมาก ซึ่งมีทั้งสถานบันเทิง โต๊ะสนุ้ก ร้านเกม ร้านอินเทอร์เน็ตอยู่จำนวนมาก ขอให้ตำรวจช่วยดูแลอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะสถานบันเทิง หากทำผิดกฎหมาย ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าไปใช้บริการขอให้สั่งปิด" รมว.การพัฒนาสังคมฯ กล่าวทิ้งท้าย
0 ธรรมรัช กิจฉลอง 0



