ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-ซื้อ...รู้เรื่อง

เล่นหูเล่นตา-ซื้อ...รู้เรื่อง

21 ก.พ. 2554

“อยากได้อะไร… ซื้อ! … รู้เรื่อง”

 ประโยคถูกใจจากช่างทำผมในดวงใจ “อาจารย์เอก” สาวประเภทสองผู้ซึ่งรักการสะสมกระเป๋าแอร์เมสเป็นชีวิต (มากกว่าผู้ชาย) มันเป็นประโยคที่มีไว้ปลอบใจตัวฉันเอง เมื่อบางสิ่งบางอย่างมันไม่ได้มาด้วยใจ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือไม่ได้มาฟรีๆ ก็ในเมื่อโลกนี้...ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ อยากได้อะไรจึงต้องใช้ “เงิน” ซื้อ...รู้เรื่องรึยังล่ะ?

 “เออพี่...มีข่าวร้ายมาบอก พี่ต้องรีบหาที่อยู่ใหม่ได้แล้วนะ ห้องที่พี่อยู่มา 10 ปี เขาขายคนอื่นไปแล้ว”

 “อือ” ฉันตอบได้เท่านั้นจริงๆ พูดมากไปกว่านี้จะมีอะไรดีขึ้นมาล่ะ เช่าอยู่มาตั้ง 10 ปี รอเวลาให้เจ้าของใจอ่อนยอมขายให้ เพราะอยู่จากไม่มีอะไรจนมี (เงิน) และอยู่จากมีอะไรจนไม่มี (ผัว) ดวงคงจะสมพงศ์กับที่อยู่เป็นแน่แท้ รอไปก่อนอะไรมันจะเป็นของเรามันก็เป็นวันยังค่ำ เฝ้ามาตั้งนาน ถ้าไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป... ใช่! ให้มันรู้ไปว่า “บ้าน” บางทีมันก็เหมือน “ผู้ชาย” เป็นแฟนกันมาตั้ง 10 ปี จู่ๆ มันก็ไปแต่งกับคนอื่นเฉยเลย จะเสียใจไปทำไมตราบใดที่ยังมีตังค์ เอ๊ย! ความหวัง

 บางทีการสูญเสียก็นำมาซึ่งสิ่งใหม่ๆ และจุดจบก็จะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ เหมือนไฟไหม้ป่า หรือน้ำท่วมป่า เมื่อชะล้างหรือทำลายล้างทุกสิ่งไปแล้ว ความอุดมสมบูรณ์ก็จะกลับมาอีกครั้ง วัฏจักรของมันเหมือนชีวิตคน คนบางคนเลิกกับแฟนเก่าแล้วมาได้แฟนใหม่ที่ดีว่า “โธ่! รู้งี้เลิกกับมันไปตั้งนานแล้ว” ในใจคงคิดแบบนั้น เรื่องของเรื่องก็คือ “อย่าไปยึดติด” เพราะไม่ได้มีสิ่งใดในโลกที่อยู่ยั้งยืนยง ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แม้ว่าจะต่างกันที่แต่ละสิ่งจะมีช่วงเวลาสั้นยาวไม่เท่ากัน ช้าหรือเร็วมันก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ดีเพียงแค่เราจะสังเกตเห็นหรือยอมรับมันได้หรือไม่ก็เท่านั้น

 “ห้องนี้กว้างเกือบ 2 เท่าของห้องเดิมค่ะ” เซลส์ประจำคอนโดบอกรายละเอียดของห้องขณะพาเยี่ยมชมห้องที่เจ้าของซื้อไว้แล้วปล่อยให้เช่า สภาพห้องดูดีมากแม้จะผ่านเวลามามากกว่า 10 ปี พื้นไม้จริงที่ฉันชอบ ห้องกว้างๆ ระเบียงกว้างๆ ห้องน้ำกว้างๆ เอาเป็นว่าชอบอะไรกว้างๆ แม้จะอยู่คนเดียวก็ตาม ติดอยู่แค่ว่าเฟอร์นิเจอร์ครบครันแบบว่าหิ้วกระเป๋าใบเดียวเข้ามาอยู่ได้เลยนั้นไม่ใช่สิ่งที่ฉันมองหา ก็เลยขอให้เซลส์ไปต่อรองกับเจ้าของห้องเพื่อย้ายทุกอย่างออกไปให้หมดยกเว้นที่ยึดติดมากับการสร้างตั้งแต่แรก แอร์ห้องรับแขกนั้นแก่พอๆ กับห้องและคนเช่า เตาไฟฟ้าในส่วนครัวก็น่าจะไม่รอด เอ่อ... เริ่มเยอะ!

 “พี่คิ้มคะ เจ้าของห้องบอกให้เอาไปเถอะค่ะ ของทั้งหมด จะลดค่าห้องให้ 2,000”

 “นี่ฉันต้องอยู่กับของพวกนี้ทุกวันหรือ? ”โธ่ถัง! ผัวคนเดียวฉันยังรำคาญเลย แล้วของพวกนี้มีตั้งหลายชิ้นจะเอาไงดีล่ะเนี่ย?

 “พี่คิ้มคะ หรือจะลองดูห้องอื่น หนูมีอีกห้องแบบนี้เลย ห้องเปล่าๆ แบบที่พี่ต้องการ ลองดูมั้ยคะ?” เซลส์คนเดิมโทรไปมาต่อรองระหว่างผู้เช่าและเจ้าของห้องเริ่มอ่อนใจ (รำคาญทั้งคู่) จึงหาห้องใหม่ให้ ฉันไปดูห้องในวันต่อมา พื้นไม้ทุกสิ่งเอฟรี่ติงเหมือนห้องนั้น ยกเว้น...

 “น้องเฟิร์น...น้องเฟิร์น ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ น้องฝ้าย...น้องฝ่าย พบผู้ปกครองที่ห้องครูใหญ่ (สักพักคงมี น้องเกด...น้องเกด ป้าหวีมารับแล้วค่ะ)”
 
 แจ็กพอต! วิวด้านล่างคือโรงเรียนอนุบาล โธ่กู! ผัวก็ไม่อยากได้ ลูกก็ไม่อยากมี นี่ต้องมาฟังเสียงประกาศของโรงเรียนทุกๆ เย็น ประหนึ่งว่าเป็นคุณแม่ที่ไปรับลูก บรรยากาศความเป็นคุณแม่ช่างเข้มข้นเหลือเกิน แค่คิดก็อยากจะเอาหัวแม่เท้ากุมขมับแทนหัวแม่มือแล้ว

 “แป๊บเดียวค่ะพี่คิ้ม 4 โมงเย็นก็เลิกแล้ว” อือ...แต่ทุกวัน! ฉันไม่รักเด็กขนาดนั้น ขนาดห้องข้างๆ ลูกสาวร้องกรี๊ดๆ เวลางอแง ฉันยังประสาทจะแ_กเลย นี่เสียงเด็กวิ่งเล่นทุกวัน โอย! เหมือนติดอยู่โรงเรียนผีสิง รู้หรือยังว่าทำไมฉันถึงได้เป็นนักร้องแทนที่จะได้เป็นนางงาม เพราะไม่รักเด็กน่ะเซ่! อย่ามาว่าเพราะหน้า...เดี๋ยวด่า!

 “พี่ปวดหัวเหลือเกินสีเกด สงสัยช่วงนี้ดวงจะไม่ได้ใช้เงิน มีเงินแต่ซื้ออะไรไม่ได้ มันน่าเจ็บใจพอๆ กับมีมดลูกเอาไว้มีเมนส์อย่างเดียว นี่ก็เหมือนกันไม่รู้จะหาเงินมาเพื่ออะไร วันนี้น้องต้องพาพี่ไปหาซื้ออะไรให้ได้สักอย่าง ไม่งั้นพี่คงบ้า … (มากกว่านี้)”

 ว่าแล้วสีเกดก็พาฉันไป...เยาวราช ไปจัดการธุระของนุชที่ร้านทอง (เกี่ยวอะไรกับฉันเนี่ย?) ลูกค้าดูบางตาเพราะ 2-3 วันที่ผ่านมาทองคำขึ้นราคา แต่คนก็ยังซื้ออยู่ดี ขณะที่สีเกดจัดการธุระอยู่นั้น ฉันก็ชะโงกหน้าดูโน่นดูนี่ เห็นดอกไม้ทองคำ อือ...ไอเดียดี เอามาจัดช่อโตๆ ช่วงวาเลนไทน์ ใครได้ไปคงถวายตัวและหัวใจ อย่างนี้สิคนโบราณถึงเรียกว่า “ได้เสีย” เสียบางอย่างไปแล้วได้บางอย่างมา ไม่ใช่แค่ดอกกุหลาบ 2-3 ดอกกับอาหารค่ำ 1 มื้อ ก็ใส่พานประเคนให้ วุ้ย! ...ค่าตัวถูกกันจัง แม่ให้มานะนั่น ไม่รู้จักโก่งราคากันบ้างเลย (ฟังดูธุรกิจเกินไปอยากจะใช้ใจล้วนๆ เหมือนกัน แต่หน้าไม่ให้ตั้งแต่เกิดแล้ว) ใกล้ๆ ดอกกุหลาบทองเป็นช้อนทอง น่าซื้อเก็บไว้ พอมีหลานก็ให้มันคาบไว้เอาเคล็ด ทำประชดตัวเองที่เกิดมาไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองถึงได้ตะเกียกตะกายกระเสือกกระสนอยู่ทุกวันนี้ ทองคำแท่งหนัก 50 บาท ราคาเกือบล้าน คนขายบอกว่ามีคนมาซื้อทีละหลายๆ ร้อยบาท ขนเงินสดมานับกันที่นี่เลย   อือ...หายสงสัยแล้วว่าทำไมถึงมีที่นับแบงก์แบบธนาคารอยู่ข้างใน

 เสร็จจากร้านทองก็ค่ำแล้ว ฉันคงไม่ได้อะไรเป็นแน่ พอดีเดินผ่านร้านของชำคนจีน กะซื้อกะละมังสังกะสีสีขาวขอบน้ำเงินกับหม้อเคลือบสีน้ำเงินไว้ใส่น้ำมันใช้แล้วให้แม่สักใบสองใบ ส่ายตามองไปในร้านจากกะละมังสังกะสีลามไปหาถ้วยน้ำชา ถ้วยข้าวต้ม ชามน้ำแกง จานเปที่ใส่กับข้าวสีชมพูออกแดงมีลายจีนนูนที่แม่เคยใช้ในบ้านตอนฉันเด็กๆ ซุกอยู่ชั้นวางข้างใต้แถมห่อกระดาษจนไม่เป็นที่สังเกต ฉันก็ยังแอบเห็นจนได้ มันเป็นรุ่นเก่าที่เลิกผลิตมานานแล้วตกค้างอยู่รอเวลาให้ฉันเอามันกลับไป บอกแล้วไงว่า “อะไรมันจะเป็นของเรามันก็จะเป็น”

 ถ้าไม่ใช่อย่างไรก็ไม่ใช่ มันจะมีอันหลุดมือไป เจ้าของร้านเป็นอาเฮียคนจีนพูดไทยไม่ชัด แพ็กของลงกล่องกระดาษ 2 กล่อง อุ้มหลังแอ่นมาส่งที่รถ ฉันวางมันไว้ท้ายรถ ปิดท้ายรถและยิ้มอย่างสมใจแล้ว อยากได้อะไร ซื้อ!...รู้เรื่อง

เจนนิเฟอร์ คิ้ม