ไลฟ์สไตล์

ตีแผ่อำนาจ-กฎหมายไล่ออกข้าราชการ"3บิ๊กรามคำแหง"

ตีแผ่อำนาจ-กฎหมายไล่ออกข้าราชการ"3บิ๊กรามคำแหง"

21 ก.พ. 2554

กลายเป็นปัญหาข้อถกเถียงถึงตัวบทกฎหมาย อำนาจในการลงโทษอย่างไม่จบไม่สิ้น สำหรับคดีประวัติศาสตร์หน้าแรกของอุดมศึกษา “ไล่ออกราชการ” รศ.คิม ไชยแสนสุข อดีตอธิการบดีคนที่ 8 มหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.) รศ.รังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดี ม.ร. และรศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ อด

จากจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2553 คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีตผู้บริหาร ม.ร.ทั้ง 3 ท่าน มีความผิดทางวินัยร้ายแรงและความผิดทางอาญา ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีออกคำสั่งขยายระยะเวลาราชการให้แก่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่เกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2547 ให้แก่ รศ.รังสรรค์ อธิการบดีในขณะนั้นโดยมิชอบ เป็นเหตุให้รศ.รังสรรค์ได้รับบำเหน็จบำนาญจากการต่ออายุราชการ ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองและผู้อื่นได้ประโยชน์ที่ไม่ควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการมติคณะรัฐมนตรี และขัดกับ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547

 ต่อมา วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ป.ป.ช.ได้แจ้งให้สกอ.พิจารณาโทษทางวินัยแก่บุคคลทั้ง 3 ท่าน แต่ทำหนังสือมายังสกอ.ประมาณเดือนสิงหาคม และหลังจากสกอ.ได้รับหนังสือ ประมาณ 5-6 วัน ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดส่งไปยังสภาม.ร.ในการออกข้อบังคับ เพราะพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 ตามมาตรา 51 เมื่อผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้ถูกสอบสวนกระทำผิดวินัยให้ผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 49 ลงโทษตามแต่กรณีตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

 นิติกร สกอ. อธิบายว่า ตอนนี้สกอ.กับมหาวิทยาลัยซึ่งมีข้าราชการในมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงบังคับบัญชาโดยตรงแบบเมื่อก่อน เพราะพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาปี 2547 ได้กระจายอำนาจการบริหารงานบุคคล ซึ่งรวมถึงการลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการในมหาวิทยาลัยไปยังสภามหาวิทยาลัยโดยสิ้นเชิง แต่เรื่องอาจารย์ม.ร.สกอ.มีอำนาจสั่งลงโทษ เนื่องจาก มาตรา 49 ของพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กำหนดไว้ว่า ถ้าราชการผู้ใดถูกกล่าวหา โดยมีหลักตามสมควรว่ากระทำการผิดทางวินัย หรือความปรากฏต่อผู้บังคับบัญชา ว่าผู้ใดทำผิดวินัยให้ผู้บังคับบัญชาตั้งกรรมการสอบสวนโดยพลัน และสอบสวนโดยเร็ว และกรณีอธิการบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาในที่นี้ หมายถึงผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 บัญญัติไว้ว่า การบริหารงานในสกอ.มาตรา 29 เลขาธิการกกอ.มีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง เป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการในส่วนราชการ และมาตรา 30 บัญญัติให้เลขาธิการกกอ.เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ สถานศึกษาของรัฐในสังกัดที่เป็นนิติบุคคล

 “พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เลขาธิการกกอ.ถือเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการมหาวิทยาลัย ดังนั้น หากอธิการบดีถูกกล่าวหา ให้เลขาธิการเป็นผู้คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวน และหากมีการชี้มูลความผิด ต้องปฏิบัติตาม และมีอำนาจในการลงโทษ แต่ที่ทำให้สกอ.ต้องส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 เพื่อตีความ เพราะตามมาตรา 51 เลขาธิการกกอ.มีอำนาจในการลงโทษแต่ต้องเป็นไปตามกำหนดข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งสกอ.ส่งเรื่องไปยังสภาม.ร.ประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2553 สภามหาวิทยาลัยก็ยังไม่ออกข้อบังคับ และเพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย ภายใน 30 วัน มาตรา 93 ของป.ป.ช. และคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความส่งหนังสือมายังสกอ.เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ว่าสกอ.มีอำนาจลงโทษ สกอ.จึงสั่งลงโทษทางวินัยไล่ออกจากราชการทันที”

 ส่วนข้อท้วงติงที่สกอ.ไม่ออกคำสั่งภายใน 30 วัน หลังจากที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นิติกร สกอ.อธิบายเพิ่มเติมว่า คำสั่งลงโทษของสกอ.ไม่ได้ล่วงเลยกำหนด เพราะจริงๆ แล้วการกำหนดวัน เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัด ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขระยะเวลา และไม่ใช่เป็นอายุความ ดังนั้น เรื่องไล่ออกราชการ ที่สกอ.มีคำสั่งออกไปนั้น เป็นไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว สกอ.เป็นผู้บังคับบัญชาที่ต้องลงโทษอธิการบดี มหาวิทยาลัย เป็นผู้ลงวิธีการ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจดุลพินิจได้ เพราะกฎหมายของป.ป.ช.เป็นกฎหมายที่เหนือกว่ากฎหมายของสกอ.เมื่อป.ป.ช. มีมติ สกอ.ก็ทำตามนั้น

 “สกอ.ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งใคร แต่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ และดำเนินการตามมติป.ป.ช. เพราะตามหลักกฎหมายของ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ป.ป.ช. มีมติพิจารณาโทษมาประการใด ให้หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษตามมติป.ป.ช. ซึ่งเรื่องนี้ สกอ.ต้องปฏิบัติตาม ส่วนคำสั่งไล่ออกจากราชการนั้น ไม่ได้เป็นยาแรงแต่เป็นไปตามหลักของกฎหมาย เนื่องจากคำชี้มูลความผิดของอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งโทษอย่างเดียวคือต้องไล่ออกจากราชการ”

 ส่วนกรณีการขยายเวลาราชการแก่รศ.รังสรรค์นั้น ได้มีคำสั่งขยายเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาของม.ร. ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2547 แต่พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 นิติกร สกอ.อธิบาย เพิ่มเติมว่าการต่อราชการของข้าราชการ ตามพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มาตรา 18 ต้องอยู่ในตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อทำหน้าที่สอนหรือวิจัยเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามเป็นผู้บริหารได้ จนกฤษฎีกาตีความตำแหน่งหน้าที่วิชาการ หากไม่ใช่หน้าที่สอนวิจัย ถือว่าไม่สอดคล้องกับกฎหมาย จึงทำให้อธิการบดีไม่ใช่ตำแหน่งทางวิชาการ และมาตรา 19 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งดำรงตำแหน่ง รองศาสตราจารย์, ศาสตราจารย์ เมื่ออายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และจะพ้นจากราชการในสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ หากสถาบันอุดมศึกษามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การสอนหรือวิจัย และมีความประสงค์ที่จะให้ผู้นั้นรับราชการอยู่ต่อไป แต่การต่ออายุราชการต้องให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ ก.พ.อ.กำหนด

 “การเพิกถอนคำสั่งนั้น หากยึดตามหลักกฎหมาย การแก้คำสั่งกระทำได้เพียงอย่างเดียว คือ ต้องมีองค์กรที่เหนือกว่า สกอ. อาทิ ศาล หรือป.ป.ช.หารืออีกครั้ง แล้วยกเลิกมติของป.ป.ช. สกอ.ก็พร้อมจะเพิกถอนคำสั่ง แต่การลงโทษทางวินัยของสกอ.ในครั้งนี้ เป็นไปตามภายใต้หลักกฎหมายป.ป.ช. และอำนาจของสกอ.ที่สามารถกระทำได้” นิติกร สกอ.กล่าวทิ้งท้าย

 ด้าน ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการป.ป.ช. ชี้แจงถึงกรณี การพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงของป.ป.ช.ว่า ตามมาตรา 88 ของกฎหมายป.ป.ช. เมื่อป.ป.ช.ได้รับคำกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้ป.ป.ช. ดำเนินการตามไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ซึ่งกรณีของอาจารย์ม.ร.ทั้ง 3 ท่าน ไม่ใช่มีผู้ร้องเพียงคนเดียว แล้วป.ป.ช.จะมาดำเนินการ แต่เรื่องนี้มีผู้ร้องหลายฝ่าย และป.ป.ช.เองไม่ใช่ว่าจะไต่สวนใครก็อยากทำ แต่การไต่สวนพิจารณาข้อเท็จจริงของป.ป.ช.จะกระทำต่อเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย

 “การไต่สวนของป.ป.ช.ในคดีนี้ ป.ป.ช.มีอำนาจที่สามารถกระทำได้ เพราะเรื่องนี้มีผู้เสียหาย แต่ให้ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษไม่ใช่สภามหาวิทยาลัยได้รับความเดือดร้อน แต่หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทุจริต ป.ป.ช.สามารถพิจารณาไต่สวนคำร้องและมีอำนาจลงมติชี้มูลความผิด”

 อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มที่คิดว่าป.ป.ช.พิจารณาโดยขาดข้อมูลอะไรไป ก็ยื่นหนังสือข้อมูลเอกสารเพิ่มเติมได้ และหากป.ป.ช.มีข้อมูลไม่ครบถ้วน คณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกอบด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ, นายกล้านรงค์ จันทิก, นายใจเด็ด พรไชยา, นายประสาท วงศ์ศิวาภัย, ศ. (พิเศษ) ดร.ภักดี โพธิศิริ, ศ.เมธี ครองแก้ว, ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ, นายวิชัย  วิวัฒน์เสวี และนายปรีชา เลิศกมลมาศ ก็พร้อมจะพิจารณาร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุดอีกครั้ง แต่การพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง ของป.ป.ช.ที่ผ่านมา ยืนยันดำเนินการถูกต้อง ไม่ได้ชี้มูลความผิดโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันไม่ได้ทำไปเพราะโกรธเคือง หรือต้องการทำร้ายใคร