ไลฟ์สไตล์

คนรักหมา-ไอ้บู๊หมาคุ้มดีคุ้มร้าย

คนรักหมา-ไอ้บู๊หมาคุ้มดีคุ้มร้าย

20 ก.พ. 2554

พอภรรยาผมอาบน้ำให้ไอ้บู๊เสร็จ มันก็วิ่งจู๊ดไปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ภรรยาผมร้องเรียกให้เด็กในบ้านรีบปิดเสีย ไอ้บู๊ทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจ เด็กซึ่งรู้ฤทธิ์ไอ้บู๊ดีไม่กล้าทำอะไรนอกเหนือไปจากนั้น ภรรยาผมจึงเดินไปจับปลอกคอมันไว้แล้วดึงให้ออกห่างมาจากประตู

ใครที่เคยเลี้ยงหมาคงรู้ดีว่า เวลาอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ หมาแทบทุกตัวจะมีอาการร่าเริงเต็มที่เพราะความสบายเนื้อสบายตัว จากนั้นก็จะวิ่งไปนอนกลิ้งเกลือกตามพื้นดินพื้นหญ้าซึ่งคงเป็นวิธีการเช็ดตัวให้แห้งตามประสาหมาโดยไม่คำนึงว่าพื้นตรงนั้นจะสกปรกแค่ไหน หลายครั้งถึงกับต้องลากตัวมาอาบกันใหม่ ไอ้บู๊ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นพอถูกขัดใจเช่นนี้ด้วยความเจ้าอารมณ์...
มันก็หันมาแยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามขู่ภรรยาผมซึ่งว่าไปแล้วก็ยายมันนั่นแหละ

 มันคงลืมไปว่าใครเป็นใครในบ้านนี้ ภรรยาผมเห็นว่าชักจะมากไปแล้วก็จึงทำมือเป็นรูปมะเหงกอันสวยงามแล้วเขกหัวมัน 2 ทีซ้อน พร้อมกับเสียงดุเข้มๆ ที่ผมกลัวเป็นนักหนาว่า นี่แน่ะ...ขู่เรอะ อาบน้ำเสร็จใหม่ๆ จะรีบไปไหน รอให้ตัวแห้งเสียก่อนไม่ได้หรือไงหือ ?

 เพียงเท่านั้นก็ทำให้มันได้สติกลับคืนมา อาการขนชันตาวายหายไปเป็นปลิดทิ้งกลับมาอยู่ในอาการสำนึกผิด ภรรยาผมเมื่อเห็นว่าสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้วจึงยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินปล่อยมือจากปลอกคอให้มันกลับคืนสู่อิสรภาพดังเดิม

 พอหลุดจากการถูกกระชับพื้นที่ ไอ้บู๊ก็กลับคืนสู่ความเป็นผู้บัญชาการหมาประจำค่ายโคกกระเทียมอีกครั้งหนึ่ง หูชันขนหลังตั้งตามปกติแล้วเดินมุ่งไปทางหลังบ้านเพื่อหาที่สงบจิตสงบใจเงียบๆ ตามนิสัย แต่บังเอิญว่าเด็กที่ปิดประตูไม่ให้มันออกเมื่อครู่นี้ไปยืนเก้ๆ กังๆ ขวางทางมันอยู่ ไอ้บู๊จึงส่งเสียงขู่คำรามซึ่งมีความหมายว่า หลีกทางนะโว้ย...คนเอ๊ยหมายิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ แต่เด็กไม่เข้าใจแถมยังพยายามจะผูกมิตรกับมันเนื่องจากเห็นว่าท่าทางอารมณ์ดีแล้ว

 เด็กน้อยผู้น่าสงสารเอื้อมมือไปจะลูบหัวมัน...

 ไอ้บู๊งับหมับเข้าให้ตรงข้อมือ เล่นเอาไอ้หนูคนนั้นหน้าซีดจะเป็นลม และด้วยสัญชาตญาณก็ตั้งท่าจะกระชากมือออกจากปากไอ้บู๊ แต่ภรรยาผมซึ่งอ่านใจไอ้บู๊ออกพอๆ กับอ่านนิสัยสามีกลับร้องห้ามว่า อย่า...เฉยๆ ไว้ เดี๋ยวมันก็ปล่อย

 เด็กทำตามอย่างว่าง่าย คงเป็นเพราะเชื่อถือ (หรือจะกลัว) ในคำพูดของภรรยาผมมากกว่ากลัวไอ้บู๊ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น ไอ้บู๊อมมือไว้ในปากโดยไม่ขย้ำต่อสักครู่หนึ่งก็อ้าปากปล่อยมือแล้วเดินบ่นพึมพำฟังไม่รู้เรื่องหายไปทางหลังบ้าน

 ปรากฏว่าบนข้อมือของเด็กเคราะห์ร้ายคนนั้นไม่มีรอยขีดข่วนหรือบาดแผลอันใดแม้แต่น้อย นอกจากความเปียกชื้นจากน้ำลายของมันนั่นเอง

 ตั้งแต่นั้นมาผมก็เรียกมันว่าไอ้หมา “คุ้มดีคุ้มร้าย”
         
บัญชร ชวารศิลป์