
กลับมาอีกครั้งที่น้ำหนาว
5 ปีแล้วที่ผมไม่ได้กลับมาที่ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว คิดถึงหลายๆ อย่างที่นี่ คิดถึงป้าแดงและป้าอ้วน คิดถึงเจ้าหน้าที่หลายๆ คนโดยเฉพาะลุงภูมี คิดถึงป่าสน ท้องฟ้าสีฟ้า และมิตรภาพดีๆ
ครั้งนี้เมื่อเดินทางมาถึง ที่แรกที่ผมเดินเข้าไปคือที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่หญิงท่านหนึ่งพูดออกมาลั่นห้องทันทีว่า "เอ๊ะ เคยมานี่นา จำได้ๆ" ถึงแม้ว่าหลายปีที่ผมไม่ได้กลับมาที่น้ำหนาว แต่พี่ๆ เจ้าหน้าที่ยังคงจำผมได้ "เดี๋ยวถ่ายรูปกันหน่อยนะ คนเก่าคนแก่" ผมถึงกับหัวเราะเสียงดัง
เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่สั้นที่สุดอยู่ด้านหลังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ป่ายังคงดูรกทึบเหมือนเดิมต้นไม้ใหญ่หลายต้นยืนต้นสูงตระหง่าน เถาวัลย์เลื้อยขึ้นโดยอาศัยลำต้นไม้ ป้ายสื่อความหมายให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติตลอดเส้นทางเดิน แต่ที่ผมพบมากกว่านั้นคือร่องรอยหากินของช้างป่า และหลักฐานที่แน่ชัดกว่าก็คือกองขี้ช้างกองใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าตรงข้ามลำธารเล็กๆ ก่อนพ้นจากเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
ดูจากร่องรอยผ่านมาไม่กี่วันนี้เอง ผมดูออกจะยินดีที่พบร่องรอยขนาดนี้ แต่ก็ระคนไปด้วยความประหลาดใจ ร่องรอยที่พบอยู่ไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเท่าไหร่เลย ไม่เกิน 100 เมตรกับบ้านพักของอุทยานหลังหนึ่งด้วยซ้ำ อดแปลกใจไม่ได้ว่านี่ช้างป่าที่น้ำหนาวเข้ามาหากินใกล้ๆ กับศูนย์ขนาดนี้แล้วหรือ
อีกสิ่งที่กังวลมากกว่านั้น ผมเริ่มเป็นห่วงกับพื้นที่หากินของช้างป่าที่นี่
เกือบ 5 โมงเย็น รถรับส่งนักท่องเที่ยวก็พร้อมแล้วที่จะนำเราไปชมพระอาทิตย์ตกที่ถ้ำผาหงส์ ผมเลือกที่จะนั่งด้านแถวหน้าสุดเพื่อจะมองวิวได้โดยรอบแต่กลับกลายเป็นว่า การที่เลือกนั่งหน้าสุดแบบนี้ต้องเจอกับสายลมหนาวประทะเข้ามาเต็มใบหน้าตลอดเวลาของการเดินทางทั้งไปและกลับ
ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่ากว่าจะถึงจุดชมวิวที่ถ้ำผาหงส์จะต้องเดินขึ้นเขา มีป้ายบอกไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องเดิน 259 ขั้น เสียงเหนื่อยหอบดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมก็ใช้เวลาไม่นานก็เดินถึงจุดชมวิว
เลือกทำเลถ่ายรูปให้ห่างไกลจากผู้คนอื่น สายลมหนาวพัดแรงขึ้น อากาศดูจะไม่เป็นใจเท่าไหร่ หมู่เมฆเบื้องหน้าที่คอยบดบังแสงตะวัน เมื่อมีช่องว่างที่พอจะทำให้แสงลอดออกมาได้ ก็ทำให้อดไม่ได้ที่ผมเผลอยิ้มออกมา ภาพที่เป็นเห็นตะวันเกือบครึ่งดวงและแสงที่ลอดออกมาจากหมู่เมฆ เหมือนกับว่ากำลังยิ้มให้พวกเราอยู่
ระหว่างเตรียมตัวขึ้นรถเพื่อกลับที่พัก พี่เจ้าหน้าที่ชี้ให้เราดูร่องรอยการหากินของช้างป่าที่บริเวณตรงที่พวกเราจอดรถ ร่องรอยหายเข้าไปในป่าข้างทาง ปัจจุบันในเขตน้ำหนาว มีการพบช้างป่ามากขึ้น ส่วนมากก็พบข้างถนนแบบนี้
ท่ามกลางความมืด เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ผมกำลังอยู่บนรถที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวจัดให้มีการส่องไฟดูสัตว์ป่า ผมมองตามแสงไฟจากสปอตไลท์ที่พี่เจ้าหน้าที่ที่สาดส่องไปมา สัตว์ป่าที่ผมหวังที่จะเห็นมากที่สุดในครั้งนี้ก็คือช้างป่า
"เห็นอะไรบ้างไหม?" พี่เจ้าหน้าที่ตะโกนถามกับรถส่องสัตว์อีกคันหนึ่งที่สวนทางมา
"ช้างอยู่ที่โป่งนู่น หลายตัว" เสียงตอบกลับมา
รถค่อยๆ เคลื่อนตัวไปช้าๆ จากจุดที่เราอยู่ระยะทางไปถึงโป่งเทียมยังอีกไกล แต่ใจผมไปอยู่ที่โป่งเทียมเรียบร้อยแล้ว
ช้างป่า 4 ตัวกำลังกินดินโป่ง อยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร ในนั้นมีลูกช้างป่าตัวเล็กๆ อยู่ด้วย ไม่ไกลนั้นก็มีกวางอยู่อีกฝูงหนึ่งหากินใกล้ๆ กัน ช้างป่าที่อยู่ในป่าหากินตามธรรมชาติแบบนี้ ดูเขาสวยงามและมีความสุขมากกว่าช้างที่ผมเดินอยู่ตามท้องถนนในเมืองกรุงอย่างเห็นได้ชัด
รถส่องสัตว์พาพวกเราส่องสัตว์ไปเรื่อยๆ ต่อไปอีก ระหว่างนั้นพี่เจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้และคอยตอบคำถามนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไปด้วย แต่ระหว่างทาง น้องนักศึกษาจากมหิดลหันมาถามผม "โป่ง คืออะไรเหรอครับ?”
"ดินโป่งก็เหมือนแร่ธาตุอย่างหนึ่งที่สัตว์ป่าต้องกินนั่นแหละครับ เพื่อเสริมสร้างกระดูกเหมือนกับคนเราที่ต้องกินวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ด้วย โป่งที่เราเห็นเมื่อกี้เป็นโป่งเทียมที่อุทยานทำขึ้น เพื่อเป็นแร่ธาตุให้สัตว์ป่า อย่างที่เราเห็นกวางป่าที่มีเขาสวยงามนั่นแหละ เขาก็ต้องกินแร่ธาตุเพื่อเสริมสร้างกระดูกครับ" ผมตอบโดยมีพี่เจ้าหน้าที่ของอุทยานช่วยเสริมด้วย
ระหว่างทางเราพบเก้งอีกตัวหนึ่งหากินอยู่ข้างๆ ทางก่อนที่รถส่องสัตว์จะพวกเราวนรถกลับที่พัก
เส้นขอบฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น กาแฟอุ่นๆ ในมือทำให้ความหนาวเย็นไม่ทรมานเกินไปนัก ผมกำลังนั่งรอช่วงเวลาที่ตะวันทอแสงแรกของวันนี้อยู่ที่จุดชมวิวภูค้อ ถ้าอากาศดีเช้านี้ ผมน่าจะมองเห็นภูผาจิตและอาจจะเห็นไกลไปถึงภูกระดึง ภูผาจิต เป็นภูเขายอดตัดเหมือนภูกระดึงแต่พื้นที่เล็กกว่ามากเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว
หลายครั้งที่ผมเคยฝันไว้ว่าจะเดินทางขึ้นสู่ยอดเขานี้ให้ได้ แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที เป้าหมายที่เราฝันบางทีก็อยู่เบื้องหน้า เพียงแต่ว่าสายหมอกอาจจะบดบังไว้ ผมเชื่อว่าถ้าอดทนรอ ไม่ช้าเมื่อสายหมอกจางหาย เส้นทางสู่ฝันนั้นก็จะปรากฏให้เราได้เห็นอย่างชัดเจน



