
กาลครั้งหนึ่งในเมือง"นีซ"
ตรุษจีนปีนี้ พี่(นมตรา)หมีให้โชค เพราะตอนต้นปี จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์หมายเลขแปลกๆ โทรมาบอกว่าคุณเป็นผู้โชคดีจากนมตราหมีโกลด์ ได้รางวัลไปทัวร์ยุโรปกับพี่แอน ทองประสม โห...ใครจะไปคาดฝันว่าฉันจะได้รางวัลกับเขาด้วย ทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจที่จะได้แวะไปในเมืองในฝันอีก
ได้ยินเรื่องราวความงามของเมือง "นีซ” มานาน...คราวนี้แหละจะไปที่นั่นจริงๆ
ในที่สุด หลังรับแต๊ะเอียจากป่าป๊า-หม่าม้า ฉันก็(มีเงิน)ได้ขึ้นสวิสแอร์(ฟรี-พี่หมีจ่าย) เที่ยวบิน LX181 จากสุวรรณภูมิไปลงที่ซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ...ก่อนจะต่อด้วย LX562 จากซูริคไปยังนีซ และ 10.10 น. ฉันก็ตะโกนในใจ เย้ๆ ถึงแล้ว...นีซ
ทริปนี้ คณะพี่หมีจัดไกด์สาวชาวไทยมารอรับพวกเราเพื่อเดินทางไปชมเมืองนีซ ภาพที่เห็นคือตึกรามบ้านช่องส่วนใหญ่จะเป็นตึกสไตล์คอนโด โดยจะเป็นสีเหลืองสลับกับขาว
ถ้าจะเสียดายก็ตรงที่ทริป(ฟรี)รอบนี้มาช่วงหนาวจึงมีผู้คนบางตา แหม ...นี่ถ้าได้มาในช่วงฤดูร้อน เราอาจจะได้เห็นสาวฝรั่งเศสใส่บิกินีนอนอาบแดดกันเต็มหาด
ระหว่างเดินทาง ไกด์สาวชาวไทยอธิบายคร่าวๆ ว่า เมืองนีซจะเป็นพวกเศรษฐีมีเงินเข้ามาซื้อไว้เพื่อมาพักผ่อน แม้จะเป็นเพียงแค่เมืองเล็กๆ แต่ค่าครองชีพและที่ดินบริเวณนี้มีราคาสูงมาก ลองนึกดูก็แล้วกันว่าค่าครองชีพจะสูงขนาดไหน เพราะค่าจ้างแรงงานที่นี่เขาได้กันชั่วโมงละ 9 ยูโร
"นีซ" ก็เหมือนหลายเมืองในยุโรป นั่นคือเราจะเห็นจักรยานจอดอยู่ทั่วเมือง ซึ่งฉันได้รับข้อมูลว่าเป็นจักรยานให้เช่า มีทั้งรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน กระทั่งรายปี และผู้เช่าก็ "สะดวก" เพราะสามารถปั่นไปจอดไว้ที่จอดตรงไหนของเมืองก็ได้ แหม...ถ้าเมืองไทยมีแบบนี้มั่งก็อาจจะมีคน(เช่า)ปั่นจักรยานไปทำงานด้วยนะ ฉันเชื่อแบบนั้น
มีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อย นั่นคือระหว่างที่เดินทาง รถบัสเกิดหม้อแปลงระเบิด ทำให้เราต้องเสียเวลารอรถคันใหม่มาเปลี่ยนประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ทุกคนก็ไม่เบื่อ เพราะต่างรีบลงจากรถไปเก็บภาพบรรยากาศบ้านและสถานที่บริเวณนั้น
ฉันไปเจอเจ้าเครื่องนี้ สอบถามรู้ว่าเป็นเครื่องล้างรถอัตโนมัติ แต่เมื่อรู้ราคาก็ตกใจ เพราะล้างรถแต่ละครั้งต้องจ่ายเงิน(สูง)ถึง 34 ยูโร ก็ตกประมาณ 1,400 บาท เรียกว่าไม่รวยจริงไม่ต้องล้างรถกันเลยทีเดียว
รถคันใหม่มาก็นำคณะเรามุ่งหน้าไปยังภัตตาคารสุดหรูระดับ 4 ดาวในมื้อกลางวัน
ไกด์สาวแอบกระซิบบอกพวกเราว่าคนในเมืองนีซเป็นคนรักสุขภาพและนิยมกินผัก อาหารจานแรกของที่นี่ก็จะเป็นสลัด จะเสิร์ฟพร้อมขนมปัง ในจานสลัดจะอุดมไปด้วยผักปลอดสารพิษนานาชนิด ทั้งสดทั้งอร่อย หลังจากนั้นเสิร์ฟต่อด้วยสเต๊กปลาแซลมอน เนื้อปลานุ่มลิ้นมาก(อ่านไปเช็ดน้ำลายไปด้วยหรือเปล่าคะเนี่ย??) ส่วนของหวานเป็นเค้กช็อกโกแลต ขอบอกสั้นๆ ว่า ...อร่อยมาก
หลังจากอิ่มแปล้ ไกด์สาวได้นำคณะเราไปเที่ยวต่อที่หมู่บ้านเอซ(Eze) หมู่บ้านเล็กๆ เก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขา ซึ่งจากที่นี่ เราสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองและภูเขาโดยรอบ
ฉันชอบหมู่บ้านนี้ตรงที่บ้านส่วนใหญ่ยังรักษาแบบโบราณไว้ นั่นคือสร้างจากหินภูเขา แม้จะได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมมาแล้ว แต่ยังคงเอกลักษณ์ของเดิมไว้ให้เราได้เห็นกัน ขณะที่ทางขึ้นหมู่บ้าน เราก็ต้องเดินขึ้นเขากันเพราะรถบัสไม่สามารถขับขึ้นไปได้ ทางค่อนข้างแคบและชัน
แต่เมื่อเข้าไปถึงภายในหมู่บ้าน ทุกคนก็หายเหนื่อยจากภาพเบื้องหน้าที่เหมือนโปสการ์ดยังไงยังงั้น
จากหมู่บ้านบนเทือกเขา เราจะเห็นบ้านเรือนในเมืองนีซ ดูแล้วสบายตาเพราะสีอาคารในเมืองนี้จะเป็นโทนสีเหลือง หากบ้านไหนต้องการต่อเติมเปลี่ยนแปลงภายนอกตัวบ้านต้องขออนุญาตก่อน จึงไม่ค่อยมีคนเปลี่ยนเพราะยุ่งยากมาก และภาพที่เห็นเบื้องหน้า หากมาแล้วไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้ก็จะเสียดายสุดๆ ฉันและทุกคนจึงถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันจนเต็มอิ่ม
เช้าวันที่สองในเมืองนีซต้อนรับบรรยากาศหนาวๆ ด้วยอุณหภูมิ 7 องศา เรามีโอกาสไปเดินเที่ยวตลาดเช้า ซึ่งอาจจะเพราะเป็นวันธรรมดา จึงมีร้านค้าเปิดบางตา แต่ที่เซอร์ไพรส์ของฉันก็คือเจอ "ขนมลูกชุบ" ด้วย ลองซื้อมาชิมพบว่าหวานกว่าของบ้านเรา หน้าตาน่ารับประทานมาก เห็นแล้วน้ำลายไหล สภาพตลาดก็มีลักษณะคล้างคลึงกับตลาดบ้านเรา คือมีขายทั้งเนื้อสัตว์ ชีส ขนมปัง เครื่องเทศ ดอกไม้ ต้นไม้ และพวกผักผลไม้ต่างๆ ซึ่งที่เห็นกับตาก็คือผักผลไม้ที่นี้สีจะสดมาก แถมปลอดสารพิษด้วย
ทั้งที่ทุกคนกลับถึงที่พักพร้อมบ่นว่าเหนื่อยจากการเดินขึ้นไปบนภูเขาเมื่อวาน แต่พอเห็นตลาดก็ร่าเริงและซื้อของกันยกใหญ่ ส่วนฉันเองพอเห็นสตรอเบอร์รี่ ก็อยากจะกระโจนเข้าใส่ทันที เพราะสตรอเบอร์รี่ที่นี่ลูกใหญ่มาก แถมราคาก็ไม่แพง ถาดเล็กครึ่งกิโลราคา 3 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 120 บาท
พี่แอน(แอน ทองประสม)ก็ติดใจแถมซื้อสตรอเบอร์รี่มาแบ่งให้ทุกๆ คนด้วย อยากบอกทุกคนว่าสตรอเบอร์รี่พี่แอนอร่อยที่สุดดด...
แค่เมืองแรกก็ประทับใจขนาดนี้ แถมมีพี่ๆ ใจดีอย่างพี่แอน สถานีต่อไปของฉันคงจะสนุกกว่านี้แน่นอน



