ไลฟ์สไตล์

พลิกแฟ้ม : แก๊สระเบิดร้านแว่น

พลิกแฟ้ม : แก๊สระเบิดร้านแว่น

11 ธ.ค. 2551

พลิกแฟ้ม : แก๊สระเบิดร้านแว่น แก๊สระเบิดร้านแว่น นรกสันดาปกลางกรุง อากาศที่หนาวเหน็บแห่งเหมันตฤดู เมื่อเช้ามืดวันที่ 19 มกราคม 2544 ไม่ได้ทำให้อุณหภูมิย่านประตูน้ำใจกลางกรุงเทพมหานครหนาวเหน็บไปด้วย ตรงกันข้ามกลับร้อนระอุไปทั่วทั้งบริเวณ เพราะเปลวเพลิงได้โหมกระหน่ำเผาไหม้อาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น เลขที่ 471/3 ริมถนนราชปรารภ ฝั่งตรงข้ามโรงแรมอินทรา ประตูน้ำ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในร้านจำหน่ายแว่นตา "เวียงฟ้าการแว่น" ก่อนที่จะลุกลามไปยังร้านทองห้างตระกูลทอง ร้านศรีเจริญกรอบรูป และร้านแกรนด์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปลูกอยู่ติดกันเสียหายไปทั้งแทบ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายพื้นที่ถูกระดมมาช่วยเหลือสะกัดกั้นเพลิงอย่างชุลมุน ขณะที่ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียง ต่างพากันมุ่งดูเหตุการณ์ด้วยใจจดจ่อ จนล้นลงไปในช่องทางจราจร ทำให้การจราจรบริเวณนั้นต้องกลายเป็นอัมพาต กระแสข่าวการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ถูกแพร่กระจายผ่านสื่อมวลชนไปอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่า จะมีผู้ติดอยู่ในกองเพลิงหลายสิบคน จนนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น ต้องเดินทางมายังที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตัวเอง สร้างความแปลกใจให้แก่ประชาชนในย่านนั้นมากเป็นพิเศษ เพราะมีไม่บ่อยครั้งนักที่ผู้บริหารประเทศอย่าง นายชวน หลีกภัย จะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเพียงแค่การเกิดเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ธรรมดา เหตุการณ์ดังกล่าวได้คร่าชีวิตนายเจริญ ลำดวน อายุ 37 ปี ชาว จ.สงขลา ซึ่งเปิดร้านขายข้าวแกงอยู่ที่หน้าร้านเวียงฟ้าการแว่น สภาพศพเป็นที่อเนจอนาถ ร่างกายแหลกเหลวแทบทั้งร่าง เพราะถูกแรงอัดจากแก๊สระเบิด นอนเสียชีวิตอยู่บนฟุตบาทหน้าร้าน ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ยังได้รับแจ้งว่ามีผู้ติดอยู่บนอาคารดังกล่าวหลายคน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องพาดบันไดลิงขึ้นไปที่ชั้น 2 ก่อนใช้คีมตัดเหล็กดัดและลูกกรงเหล็กที่อาคารพาณิชย์ดังกล่าวติดตั้งไว้ป้องกันหัวขโมย ปีนเข้าไปช่วยเหลือบุคคลภายในอาคารด้วยความทุลักทุเล กว่าที่เจ้าหน้าที่จะสามารถตัดเหล็กลูกกรงดังกล่าวออกได้ต้องใช้เวลาอยู่นาน จึงทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือบุคคลที่ติดอยู่ภายในออกมาได้แม้แต่คนเดียว หลังเพลิงสงบเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด พบภาพชวนสลด เมื่อภายในห้องนอนชั้น 4 ของร้านแกรนด์อิเล็กทรอนิกส์ มีศพผู้เสียชีวิตรวม 3 ศพ นอนกอดกันกลม โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ทั้ง 3 เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ เจ้าหน้าที่ต้องลำเลียงศพทั้ง 3 ลงทางบันไดลิงออกมาอย่างทุลักทุเล เนื่องจากชั้นล่างถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด โดยผู้เสียชีวิตดังกล่าวคือ นางสมพร ศักยานนท์ อายุ 61 ปี นายรุ่งศักดิ์ ศักยานนท์ อายุ 30 ปี บุตรชายนางสมพร และหญิงสาวไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 30 ปี สาวใช้ในร้าน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 14 คน ได้แก่ นายหนูเวียง แสงโสม นางบุญนาค แซ้ลี้ นางศรีไพร วงศ์คำ นายวิโรจน์ ยี่สุ่นแก้ว นางนงลักษณ์ ยี่สุ่นแก้ว น.ส.เบญจมาศ แซ่ก้อง นายมนต์ชัย ตั้งจิตร น.ส.สุภาภรณ์ ถาวร น.ส.อารยา ถาวร นายประสิทธิ์ พิมพ์เวียงคำ น.ส.วนิดา จิระอรกูบ ส.ต.สมศักดิ์ พหันธี และ น.ส.อุทัยวรรณ เภาคู่ โดยทั้งหมดอาการค่อนข้างสาหัส พ.ต.ท.ยงยุทธ โสมขันเงิน พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ซึ่งเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ระบุว่า สาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ น่าจะเกิดจากแก๊สหุงต้มภายในร้านแว่นตาเวียงฟ้ารั่ว สะสมเป็นเวลานาน เมื่อเกิดประกายไฟขึ้นจึงเกิดระเบิดอย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสรุปตรงกันว่า สาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ เป็นเพราะอาคารดังกล่าวมีการติดตั้งเหล็กดัดและลูกกรงเหล็กไว้ป้องกันขโมยอย่างหนาแน่น เมื่อเกิดเพลิงไหม้ทำให้บุคคลที่อาศัยอยู่ภายในอาคารไม่สามารถหนีออกมาภายนอกได้ ซึ่งต่อมากรุงเทพมหานครได้เข้มงวดอาคารพาณิชย์ต่างๆ ทุกแห่งให้ติดตั้งเหล็กดัดและลูกกรงเหล็กให้พอดิบพอดี โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก และให้อาคารทุกแห่งจัดบันไดหนีไฟไว้ทุกแห่ง พร้อมทั้งสำนักงานเขตทุกเขตเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบอาคารทุกแห่ง โดยเฉพาะอาคารพาณิชย์ที่ดัดแปลงเป็นโรงงาน มีการออกมาตรการแก้ไขโดยให้มีการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี โดยมีการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยทุกครั้ง หากไม่ปรับปรุงจะสั่งปิดโรงงานทันที โรงงานที่มีวัตถุไวไฟ จึงแนะนำให้เก็บวัตถุดิบอย่างมิดชิด และให้ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าป้องกันการระเบิดเพื่อไม่ให้เกิดประกายไฟ ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังคงบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการดังกล่าวยังคงบังคับใช้ แต่ปัจจุบันปัญหาการเกิดเพลิงไหม้ในเขตกรุงเทพมหานครยังคงเกิดขึ้นไม่ขาดระยะ โดยเฉพาะตามชุมชนแออัดต่างๆ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความประมาทของผู้ใช้พื้นที่นั้น "ทุกคนต้องช่วยกันระมัดระวัง เพราะความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้นั้นประเมินค่าไม่ได้ แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งทรัพย์สินเสียหายไปในกองเพลิงจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้นทุกปี" นายนิยม กรรณสูต ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าว -------------- ล้อมกรอบ 5 ปี เซ่นกองเพลิง 77 ศพ ในแต่ละปีในพื้นที่กรุงเทพมหานครมักเกิดเพลิงไหม้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนแออัด หรืออาคารพาณิชย์เก่าๆ ซึ่งจากสถิติที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทำไว้ พบว่า ตั้งแต่ปี 2546-2550 เกิดเหตุเพลิงไหม้ทั้งสิ้น 3,290 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตถึง 77 คน บาดเจ็บสาหัส 50 คน บาดเจ็บเล็กน้อย 435 คน ซึ่งเป็นสถิติที่สูงมาก "ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุเพลิงไหม้ สร้างความเสียหายให้คนกรุงเทพมหานครเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในปีนี้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เตรียมความพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ โดยได้สั่งการให้รถดับเพลิงเตรียมความพร้อมไว้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็วทันทีที่เกิดเพลิงไหม้" นายนิยม กรรณสูต ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าว ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี เพลิงจะลุกไหม้ตามสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย เนื่องจากอากาศแห้ง ในพื้นที่ กทม.หลายแห่งมีพื้นที่รกร้างอยู่มาก จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สอดส่องดูแลเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่เหล่านี้เสี่ยงที่จะเกิดเพลิงลุกไหม้ เพราะเศษไม้และใบหญ้าแห้งเป็นเชื้อไฟได้อย่างดี อีกทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวกรุงเทพมหานครระมัดระวังเหตุเพลิงไหม้เป็นพิเศษ รวมทั้งได้ประสานไปยังสำนักงานเขตต่างๆ ให้ตรวจสอบอาคารต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการติดตึ้งเหล็กดัดและลูกกรงตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เพราะบ่อยครั้งที่เมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วเจ้าของบ้านจะเสียชีวิต เพราะไม่สามารถหนีออกมานอกบ้านได้ เพราะติดเหล็กดัดหรือลูกกรงเหล็ก ------------------- เบิร์ฟ เจ้าหน้าที่สรุปว่าสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากแก๊สหุงต้มระเบิด และอาคารติดเหล็กดัด-ลูกกรงเหล็กป้องกันขโมยอย่างแน่นหนา ทำให้คนที่อยู่ในตัวอาคารไม่สามารถหนีออกมาได้ ------------------