
จิตสำนึกรับผิดชอบ จากการปลูกกล้วยไม้ (1)
ทุกวันนี้ ฉันสังเกตเห็นว่า ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองรวมทั้งพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้ของคนทั่วไป หากเป็นไปเช่นในปัจจุบัน วงการกล้วยไม้ก็คงไปไม่รอด
ฉันต้องขออภัยที่พูดตามตรงว่า “คนไทยส่วนใหญ่ที่ชีวิตเกี่ยวข้องกับการค้าขายกล้วยไม้ยุคนี้ หากเอาแต่คิดค้าขาย โดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง วงการกล้วยไม้ก็คงไปไม่รอดอย่างแน่นอน”
ทุกวันนี้กลุ่มบุคคลดังกล่าวมักเอาแต่บ่นว่าตลาดการค้ากล้วยไม้มันแย่ลงไปทุกที
จากการที่ฉันได้รับเชิญให้ไปกล่าวเปิดงานประชุมกล้วยไม้ภูมิภาคยุโรปตะวันตก ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมนี ทำให้มองเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจนว่า “แท้จริงแล้ว ตลาดกล้วยไม้ยังมีอีกอย่างกว้างขวาง แต่คนไทยเอาแต่นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น” คงมีแต่ฉันคนเดียวที่เดินทางไปในครั้งนี้ นอกจากนั้นยังมองไม่เห็นหน้าคนไทยแม้แต่คนเดียว คงเห็นแต่คนไต้หวันและคนขายกล้วยไม้ในประเทศเขตร้อนของอเมริกาใต้
ฉันเคยพูดไว้นานแล้วว่า ในการบริหารการเงินนั้น ขอให้เจียดเงินรายได้ส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมงานกล้วยไม้ในประเทศต่างๆ แต่เราก็มักไม่ฟังเสียงฉัน คงเอาแต่ความเห็นส่วนตัวเป็นใหญ่ แม้การคิดจะจัดงาน เมื่อไม่นานมานี้ฉันยังพบกับนายกสมาคมกล้วยไม้คนหนึ่ง เขาบอกว่าต้องหวังเงินจากราชการ ทำไมถึงได้คิดแคบแบบนี้
ไม่สังเกตบ้างเลยหรือว่า เมื่อครั้งที่ฉันนำเอางานประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 9 มาจัดในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2521 ซึ่งงานครั้งนั้นนับว่าใหญ่มาก เพราะมีชาวต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 56 ประเทศเข้ามาร่วมงาน และมีจำนวนคนจากต่างประเทศถึง 3,000 กว่าคน
“ครั้งนั้นฉันไม่ได้ขอเงินรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว ทำไมฉันถึงทำได้” ถ้าเราวิ่งเข้าไปเกาะราชการ วันหนึ่งจะต้องร้องโอดครวญ เพราะไปขอเงินจากเขาก็ต้องมีคนจากรัฐบาลเข้ามาขี่คอ ไม่เชื่อคอยดูก็แล้วกัน เพราะเรื่องนี้มันเป็นธรรมดาของมนุษย์
ฉันยังจำได้ดีว่าการจัดงานประชุมกล้วยไม้โลกครั้งนั้น ผู้ที่ค้าขายกล้วยไม้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาช่วยงานโดยตรง แต่พอถึงเวลากลางคืนกลับไปยืนเคาะห้องแขกต่างประเทศตามโรงแรมเพื่อเอาแค็ตตาล็อกเสนอขายกล้วยไม้ไปให้ มันน่าอดสูอย่างที่สุดเพราะทำให้เขาดูถูกเรา
"ระพี สาคริก"



