ไลฟ์สไตล์

แห่ผ้าขึ้นพระธาตุเมืองนคร

แห่ผ้าขึ้นพระธาตุเมืองนคร

17 ก.พ. 2554

สำหรับชาวพุทธศาสนิกชนรับรู้กันอยู่ว่าวัน 15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปีจะเป็นวันมาฆบูชา ตามพุทธศาสนาบอกไว้ว่าวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต" และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปฎิโมกข์ แก่พระสงฆ์สาวกเป็น

  โดยปกติแล้วชาวพุทธก็จะทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ตอนบ่ายฟังเทศน์ กลางคืนจะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำกล่าวนะโม 3 จบ จากนั้นกล่าวคำถวายดอกไม้ ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดินเวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ 3 รอบ 

 แต่มีที่หนึ่งที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยโดยเฉพาะผู้คนในพื้นที่ นั่นคือ "ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ" เพื่อโน้มนำการปฏิบัติบูชา  ตามคำสอนสำคัญของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  คือโอวาทปาฏิโมกข์แห่งมาฆะมาส ละชั่วใฝ่ดี และทำจิตใจให้ขาวรอบ เกิดมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวเชิงพุทธ หรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่สู่การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ อันจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์วัฒนธรรมและเป็นวิถีไทยและเป็นประเพณีที่เป็นมรดกตกทอดมามากว่า 800 ปี  

 ซึ่งผ้าที่นำขึ้นมาใช้แห่เรียกกันว่า "ผ้าพระบฏ" เป็นหนึ่งในเครื่องบูชาพระพุทธเจ้าของชาวพุทธทั่วโลก ตั้งแต่สมัยพุทธกาลในอินเดียที่มีตำนานการเขียนภาพว่าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลขอพระพุทธฉายจากพระพุทธเจ้าเพื่อสักการบูชาแทนพระองค์ และพระพุทธองค์ได้ประทานพระพุทธฉายประทับบนผืนผ้าผืนหนึ่งพร้อมการระบายด้วยสีต่างๆ ให้ จนสืบต่อการทำภาพบนผืนผ้าอย่างกว้างขวางถึงประเทศทิเบต จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่ยังนิยมการเขียนภาพพระพุทธเจ้าและอื่นๆ บนผืนผ้า เฉพาะในทิเบตทุกวันนี้ ผ้าพระบฏที่เรียกว่า "ถังกา (Thangkha)"  ได้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะภาพกาลจักร  หรือ ปฏิจจสมุปบาท แสดงถึงพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และสั่งสอน

 ผ้าพระบฎในแต่ละท้องถิ่นพบหลักฐานการทำและบูชาผ้าพระบฏอยู่ทั่วไปในหลากหลายรูปแบบ ชื่อเรียกรวมถึงประเพณีพิธีที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ผ้าพระบฏในงานบุญเทศน์มหาชาติ ที่นิยมทำเป็นผ้าพระบฏแสดงภาพในพระเวสสันดรชาดก ทั้ง 13 กัณฑ์ ผ้าผะเหวด ในงานบุญผะเหวด หรือ พระเวส หรือ เทศน์มหาชาติของภาคอีสาน และ  ตุงพระบฏล้านนา ที่มีความหลากหลายมากที่สุด ซึ่ง โดยรวมแล้วถือเป็นเครื่องพุทธบูชา สร้างกุศลให้ตนเอง ตลอดจนอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้อื่น รวมทั้งประกอบในการสื่อสารธรรมะ การเฉลิมฉลอง และพิธีกรรมต่าง ๆ จนถึงขั้นสูงสุดคือความ มุ่งหมายได้บรรลุถึงซึ่งนิพพานหรือได้พบพระศรีอาริยเมตไตรย ดังที่มักนิยมเขียนกำกับไว้ว่า “...นิพานปัจโยโหตุ ขอให้พบพระอาริยเมตรัย, ...ขอให้สำเร็จนิพพานเทอญ,...ขอให้เข้านิพพานพระปัจโยโหตุ...”

 ในขณะที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้นเล่ากันว่า พญาศรีธรรมโศกราช ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้นให้นำขึ้นห่มสมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชจนกลายเป็นประเพณีแห่ผ้าขึ้นห่มพระบรมธาตุสืบมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในโอกาสมาฆบูชาที่ถือกันว่าเป็นโอกาสอันเป็นมงคลและมหากุศลยิ่ง มีพุทธศาสนิกชนทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาแห่ผ้าบูชาพระบรมธาตุอย่างเนืองแน่นทุกปี และเนื่องในปี 2554 อันเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางจังหวัดจึงได้ยกระดับเป็นงานที่มุ่งหมายในการประกาศพุทธธรรมด้วยหลากหลายรูปแบบจากทั่วประเทศและนานาชาติ โดยเฉพาะจากศรีลังกาและอินเดีย อันเป็นกัลยาณมิตรต้นเค้าของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนำผ้าพระบฏมาร่วมแห่พร้อมกันในช่วงเทศกาลมาฆบูชานี้ ถือเป็นงานใหญ่ของชาวพุทธทั่วโลกเช่นเดียวกับงานแห่บูชาพระเขี้ยวแก้วแห่งกรุงแคนดี้ ประเทศศรีลังกา และงานบูชามหาถังกาในทิเบต 

 เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และศึกษานานาแบบอย่างของการบูชาด้วยผ้าพระบฏของแต่ละชาติ พร้อมการชื่นชมนิทรรศการชุดพิเศษของกลุ่มจิตรกรไทย ผู้รังสรรค์ภาพฝาผนังวัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน และ ณ สวนโมกข์กรุงเทพ ประกอบด้วยการสัมมนาทางวิชาการ “ผ้าพระบฏบูชา” โดยคณะวิทยากรทางศิลปะ ประวัติศาสตร์และศาสนาประเพณีชั้นนำว่าด้วยการสร้างทำและบูชาด้วยผ้าพระบฏของพุทธศาสนิกทั้งชาวไทยและทั่วโลก และการแสดงภาพจิตรกรรมไทยชุด “งอกเงยด้วยธรรม งดงามด้วยศิลป์” ของ 40 จิตรกรชั้นนำของประเทศ

 โดยช่วงเช้าของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่วัดมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช หลังจากทำบุญตักบาตรฟังธรรมแล้ว เวลา 16.00 น. จะเริ่มริ้วขบวนแห่ผ้าพระบฎ มรดกแห่งศรัทธาไล่เรียงไปจนถึงการเวียนเทียนเป็นการปิดท้ายกันเลยที่เดียวที่ถือเป็นหนึ่งประเพณีที่เราชาวพุทธควรจะร่วมกันสืบสานต่อยังชนรุ่นหลังต่อกัน