
อัยการ-ป.ป.ช.รอถกร่วมสอบเพิ่มคดีรังสรรค์"
"อัยการ-ป.ป.ช."รอประชุมร่วมสอบเพิ่มคดี รังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการม.รามฯ ทุจริตสร้างตึก 500 ล้าน ขณะที่คดีต่ออายุราชการรังสรรค์ ไม่ชอบ รออัยการสูงสุดพิจารณา เครือข่ายพลังรามเข้าพบ สุเมธป.ป.ช.ทบทวนคำสั่งไล่ออกราชการ
(15ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนพร้อมมีมติชี้มูลความผิดนายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ให้อัยการสูงสุด พิจารณาสั่งฟ้องในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการทุจริตโครงการก่อสร้างอาคาร 25 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง วงเงิน 500 ล้านบาท ที่ไม่สั่งให้มีการยกเลิกการประกวดราคาและเปิดประมูลการก่อสร้างอาคารดังกล่าวใหม่ ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการก่อสร้างตึกจากเดิมที่กำหนดเป็นโรงแรม มาเป็นอาคารเรียนว่า หลังจากที่สำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ได้พิจารณาสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว เห็นว่าสำนวนยังไม่สิ้นกระแสความ มีความจำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติม จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 22 พ.ย.53 ให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันกับพนักงานอัยการ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ 26 ม.ค.54 ให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันฝ่ายละ 3 คน แต่ยังไม่ได้กำหนดวันนัดประชุม ซึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 กำหนดให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นฝ่ายเลขานุการ ที่จะมีติดต่อประสานกำหนดวันนัดประชุมร่วมกัน
สำหรับคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งสำนวนพร้อมมีมติชี้มูลความผิด นายคิม ไชยแสนสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายรังสรรค์ และนายเฉลิมพล ศรีหงส์ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย ให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องในความผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีนายคิม เมื่อดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี ฯ และผู้ถูกกกล่าวหา ร่วมกันต่ออายุการเป็นข้าราชการให้กับนายรังสรรค์ เป็นอธิการบดี ฯ หลังจากอายุครบ 60 ปี ออกไปอีก 5 ปี โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขัด พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มาตรา 18 และ 19 ที่การต่ออายุราชการจะทำได้เฉพาะตำแหน่งข้าราชการฝ่ายวิชาการเท่านั้นไม่ใช่ฝ่ายบริหาร
สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้พิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่า การขยายอายุราชการให้นายรังสรรค์ เป็นมติของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ใช่คำสั่งของบุคคลใดคนหนึ่ง อีกทั้งการแจ้งข้อหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสำนวน เห็นควรให้แจ้งข้อหาใหม่จึงเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
เครือข่ายพลังรามเข้าพบ “สุเมธ–ป.ป.ช.”
เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดร.เฉลิมพล สุมโนพรหม ในฐานประธานคณะผู้ทำงานด้านกฎหมายของกลุ่มเครือข่าย พลังราม พร้อมด้วยสมาชิกกลุ่มเครือข่ายพลังราม 5 คน ได้เดินทางมาพบดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ขอให้พิจารณายกเลิกเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยตามมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ฉบับวันที่ 8 ก.พ.2554 กรณีการขยายเวลาราชการแก่รศ.รังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีม.ร.และรศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ อดีตรองอธิการบดีม.ร.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดร.เฉลิมพล กล่าวว่าในการพิจารณาคำสั่งของสกอ.นั้น ตนและกลุ่มแกนนำด้านกฎหมายรวมพลังราม ได้ศึกษาตัวบทกฎหมาย และจากการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวน และผลลงมติชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป.ป.ช. พบว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ยังไม่ให้ความเป็นธรรมต่อรศ.รังสรรค์ รศ.คิม และรศ.เฉลิมพล เพราะคณะกรรมการป.ป.ช.บังไม่พิจารณาในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญ 3ประเด็นหลัก คือ 1.ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าคดีนี้ไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษไม่ใช่ผู้เสียหายอย่างแท้จริง เนื่องจากหากมหาวิทยาลัยได้รับความเดือนร้อน ผู้ร้องทุกข์ต้องเป็นสภามหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติม.ร.ใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวนคำร้องและไม่มีอำนาจลงมติชี้มูลความผิดในคดีนี้
2.ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าตำแหน่งอธิการบดีม.ร. ของรศ.รังสรรค์ โดยเป็นตำแหน่งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง ซึ่งตัวบทกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าการพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีต้องเป็นไปโดยอายุราชการ ขณะเดียวกัน ตอนนั้น รศ.รังสรรค์ จะครบวาระในวันที่ 15 ม.ค.2550 และก่อนครบวาระมีการจ้างหรือขยายเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาของม.ร.นั้นเป็นคนละกรณีกับการดำรงตำแหน่งอธิการบดีม.ร. อีกทั้งการขยายเวลาราชการให้กับรศ.รังสรรค์ ก่อนครบสวาระในตำแหน่งอธิการบดีนั้นเป็นเรื่องเฉพาะในคณะนิติศาสตร์ และ3.ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายว่าด้วยเรื่องการขยายเวลาราชการแก่รศ.รังสรรค์นั้นได้มีคำสั่งขยายเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาของม.ร. ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2547 แต่พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 ประกาศ ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2547 กรณีปัญหานี้คณะกรรมการป.ป.ช.ต้องนำมาพิจารณา แต่กลับไม่พิจารณา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
“การพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง และผลของมติการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายๆประเด็น ซึ่งสกอ.พิจารณาอย่างรอบคอบ ละเอียดแล้ว มีอำนาจไม่ดำเนินการทางวินัย หรือไม่มีคำสั่งลงโทษตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 อีกทั้งกรณีการชี้มูลความผิดทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการป.ป.ช.ได้ดำเนินการส่งหนังสือชี้มูลความผิดมาถึงสกอ.เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2553 และสกอ.ต้องพิจารณาภายใน 30 วัน แต่สกอ.ก็ไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้นคำสั่งลงโทษของสกอ.ได้ล่วงเลยกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัตินานแล้ว จึงอยากให้สกอ.ทบทวนคำสั่งใหม่อีกครั้ง”ดร.เฉลิมพล กล่าว
ดร.เฉลิมพล กล่าวต่อว่าหลังจากนี้ทางกลุ่มเครือข่ายพลังราม จะรวบรวมหลักฐาน เอกสารต่างๆ ก่นจะยื่นอุทธรณ์ต่อสกอ. เพื่อเพิกถอนคำสั่งไล่ออกราชการ แก่รศ.รังสรรค์ รศ.คิม และรศ.เฉลิมพล ภายใน 30 วัน ส่วนการยื่นคำร้อง คงต้องเป็นหน้าที่ของอาจารย์ทั้ง3 ท่านในการดำเนินการ แต่หากสกอ.ไม่มีคำสั่งเพิกถอน กลุ่มเครือข่ายพลังราม จะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป เพราะการกระทำของอาจารย์ม.ร.ทั้ง 3 ท่าน เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการของกลุ่มเครือข่ายพลังราม จะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย จะไม่ใช่วิธีประท้วง หรือนักศึกษามาปิดล้อมสถานที่ราชการอย่างแน่นอน
ด้าน นายกิตติวัฒน์ สุทธิรักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ ม.ร. หนึ่งในตัวแทนนักศึกษากลุ่มเครือข่ายพลังรามกล่าวว่าเมื่อเวลา 11.00 น. ตนและเพื่อนกลุ่มเครือข่ายพลังราม พร้อมด้วยคณาจารย์ ประมาณ 300 คน ได้เดินทางไปที่ป.ป.ช.เพื่อยื่นหนังสือและมอบกระเซ้าดอกไม้ แก่คณะกรรมการป.ป.ช.โดยมีนายอภินันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการป.ป.ช. เป็นผู้รับเรื่องจะช่วยนำหนังสือไปเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ให้พิจารณาการชี้มูลความผิดแก่รศ.คิม รศ.รังสรรค์ และรศ.เฉลิมพล ภายในวันนี้(15ก.พ.2554) แต่ในที่ประชุมจะหยิบยกประเด็นมาพิจารณาหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับการประธานป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ นักศึกษาในกลุ่มเครือข่ายพลังราม จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมแก่อาจารย์ม.ร.ทั้ง 3 ท่าน ภายใต้วิธีการทางกฎหมาย จะไม่เรียกร้องหรือดำเนินการอะไรที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน
“ครั้งนี้เป็นครั้งที่2 ที่ทางกลุ่มนักศึกษา คณาจารย์ม.ร.ได้มายื่นหนังสือต่อป.ป.ช.ให้พิจารณาทบทวนชี้มูลความผิด แก่รศ.รังสรรค์ รศ.คิม และรศ.เฉลิมพล โดยครั้งแรก ได้ยื่นหนังสือไปเมื่อวันที่ 10 ก.พ.2554 และทางป.ป.ช.ได้บอกว่าจะเร่งการพิจารณา แต่พบว่าขณะนี้ ป.ป.ช.ยังไม่มีการพิจารณาทบทวนเรื่องดังกล่าวแต่อย่างไร การมายื่นหนังสือครั้ง 2 ในวันที่ 15 ก.พ.2554 กลุ่มนักศึกษา และคณาจารย์หวังว่า ป.ป.ช.จะนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาอีกครั้ง เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความยุติธรรมแก่คนรามคำแหง” นายกิตติวัฒน์กล่าว



