ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-ของดี

เล่นหูเล่นตา-ของดี

14 ก.พ. 2554

“อะ! กินมั้ย? โค้กกระป๋องละ 50 บาท รสชาติไม่เหมือนเดิมนะ มีความขมขื่นปนอยู่นิดๆ โค้กอะไรฟะแพงฉิบ_หาย !”

 พี่โรจน์ ผู้ควบคุมระบบเสียงประจำวงทาเคชิ บ่นกระปอดกระแปดพร้อมยื่นกระป๋องน้ำอัดลมไปที่หน้าสยามมือกีตาร์
 
 “จะบ่นไปทำไม แพงกว่านี้ก็กินมาแล้วที่อังกฤษ” สยามตอบ

 “ที่นี่เมืองไทยใช่มั้ย?” ฉันสงสัย

 “ใช่… แต่เป็นสนามบินที่ภูเก็ต” พี่โรจน์ตบท้าย

 “ภูเก็ต” ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีทอง สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม ชื่อเดิม จังซีลอน(Jungceylon) ประกอบด้วยเกาะ 32 เกาะ บนพื้นที่ 543.034 ตารางกิโลเมตร ทำให้ภูเก็ตเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภาษาถิ่นใต้ที่มีสำเนียงจีนฮกเกี้ยนและจีนมลายูปนอยู่มาก ทำให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของภาษาถิ่นที่นี่…

 ภูเก็ตที่ๆ คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายชนชาติ ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อจึงผุดขึ้นมามากมายราวผดผื่นที่ขึ้นตามตัวยามที่อากาศร้อนจัด (ไม่ใช่ขึ้นตามธรรมชาติแต่ดาษดื่นเหมือนดอกเห็ด) เพื่อรับรองและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวปีละมากกว่า 1 ล้านคน

 …ทั้งทะเลสีคราม ภูเขาสีเขียว และค่ำคืนแห่งแสงสี ทำให้ที่นี่มีสีสันและชีวิตชีวามากกว่าที่ใดในเมืองไทย จะเลือกพักแบบประหยัดตามเกสต์เฮ้าส์ถูกๆ ที่ฝรั่งแบ็กแพ็ก (Backpack) หิ้วเป้หลังตุงเขาเที่ยวกัน หรือจะอยู่แบบพูลวิลล่า (Pool Villa) ในโรงแรม 5 ดาว ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวคืนละ 2-3 แสน ก็เลือกเอาตามกำลังทรัพย์และความสูงต่ำของรสนิยมที่ต่างกันไปตามปัจเจกบุคคล

 “บางคนเขาเรียกที่นี่ว่า เกาะเซเว่น” พวกเราในรถร้อง “หือ" เมื่อได้ยินน้องคนใต้ที่มารับพูด

 “มีเซเว่นอยู่มากกว่า 120 สาขาทั่วภูเก็ต บางทีละแวกเดียวกันมีตั้ง 3 ร้าน”

 เมื่อความเจริญเข้าไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ตามมา เม็ดเงินกระจายลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ผู้คนยิ้มร่ากับเศรษฐกิจที่คึกคักในฐานะเมืองท่องเที่ยวติดอันดับ 5 ของเอเชีย มุ้งหมอกแห่งความเจริญแบบพุ่งพรวดปกคลุมเหนือพื้นดิน พื้นน้ำ และภูเขา จนบางครั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นถูกกลืนหายไปโดยไม่รู้ตัว ฝรั่งบางคนถอดเสื้อตัวแดงเพราะแดดขี่มอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนไปมาบนถนนในหาดป่าตองราวกับที่นี่เป็นถิ่นของพวกเขาที่ฝากเอาไว้บนขวานทองของเรา …บ้างก็เมาเดินเกะกะถุยถ่มลงบนพื้นอย่างไม่เกรงใจเจ้าของพื้นที่เหมือนเงินซื้อได้ทุกอย่าง เหมือนที่นี่คือเขตปลดปล่อยหรือปลอดกฎอะไรสักอย่าง เจ้าถิ่นหรือผู้มาเยือน?

 “พวกเขาได้ความสุข … พวกเราได้เงิน ช่างมันเถอะ” คนบางคนอาจแอบคิดและแอบมองข้ามความน่ารำคาญและความไร้มารยาทที่มาพร้อมกับผู้มาเยือน

 “อยู่ที่นี่อย่าขับรถตามหลังมอเตอร์ไซค์ที่ฝรั่งขี่ แล้วอย่าให้แซงหน้าเพราะจะอันตรายมาก ขี่รถยังกับถนนที่นี่เป็นของพวกเขา”

 เสียงก่นของคนพื้นที่ที่ไม่พอใจในพฤติกรรมแย่ๆ ของนักท่องเที่ยวบางคนดังแว่วมา นั่นคงเป็นเพียงเรื่องน้อยนิดแต่มหาศาลกว่านั้นเมื่อฝรั่งมังค่าถอดเสื้อดิ้นกันอย่างเมามันในงานฟูลมูนปาร์ตี้ที่เกาะพะงัน (ไม่รู้เมาอะไรระหว่างเหล้ากับยา) ความสนุกแบบไร้ขีดจำกัดที่เป็นตัวเร่งให้เงินสะพัดแต่ความภาคภูมิและความเคารพในธรรมชาติสั่นคลอนเมื่องานจบลงกากเดนของความสนุกถูกทิ้งไว้บนผืนทราย ธรรมชาติถูกปู้ยี่ปู้ยำราวกับสาวใต้ตาคมผิวคล้ำถูกรุมกระทำ … เจ้าของพื้นที่ตาดำๆ ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ … การท่องเที่ยวเชิงล่วงล้ำหรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์?

 สนุกแบบไร้ขีดสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เขียวครามอย่างขมขื่นสำหรับคนใต้!

 มันเป็นแบบนั้นของมัน หลายคนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะมัวแต่นับตังค์ เราเป็นคนไทยเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน ถ้าไม่รู้ไม่เห็นแล้วไม่ทำอะไรนั้นไม่ผิด แต่ถ้ารู้แล้วทำเป็นไม่เห็นและไม่ทำอะไร … โคตรผิด!

 รถมาจอดลงตรงถนนถลาง หนึ่งใน 4 ถนนที่ถูกปิดเพื่อเป็นที่จัดงาน พวกเรา อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี โก้ มิสเตอร์แซกแมน ฉันและวงทาเคชิ มาร่วมแสดงในงาน ตึกเตี้ยๆ สีขาวแบบชิโนโปรตุกีส (จีนผสมโปรตุเกส) ตั้งเป็นแนวเรียงราย ภาพสะท้อนแห่งความรุ่งเรืองของย่านการค้าในอดีตของภูเก็ต ภาพและกลิ่นซึมเข้ามาในโสตประสาทของฉันราวกับพาฉันย้อนเวลากลับไปหาช่วงเวลานั้นได้ มันช่างงดงาม สงบนิ่งและควรค่าแก่การอนุรักษ์ ฉันเคยเห็นตึกแบบนี้ที่สิงคโปร์ ของเราก็มีสวยไม่แพ้เขา ฉันยืนยิ้มยืดอกภูมิใจอยู่นานจนเขามาตามไปขึ้นเวที …

 ทุกอย่างบนโลก ล้วนมี 2 ด้าน เลวกับดี มืดกับสว่าง ฉันเดินผ่านตึกเหล่านั้นตอนเสร็จงาน หยุดมองมันอย่างซาบซึ้ง ไม่อยากจะไปไหน อยากจะยืนอยู่ตรงนั้นนานๆ มันทรงคุณค่าจนฉันรู้สึกไปเองว่าตึกมันเรืองแสงในตัวเอง นี่คือความเพ้อฝันที่เป็นจริงที่สุดในความคิดด้านสว่างของฉัน … ฉันภูมิใจจัง

 “บ้านหลังนี้ชื่อว่า บ้านชินประชา ตกทอดมาเป็นของ 2 พี่น้องเจ้าของโรงแรมเมโทรโพล เขาเปิดให้เข้าไปดูด้วยนะพี่ คนไทยเสียค่าผ่านประตู 100 บาท ต่างชาติ 200 บาท”

 น้องที่ดูแลพวกเราชี้ให้ดูบ้านเก่าแก่ 2 ชั้น สไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่มีอายุกว่า 100 ปี เมื่อรถขับผ่านถนนกระบี่ เป็นบ้านของตระกูลตัณฑวณิช ซึ่งตกทอดจากอดีตมาถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 6 แล้ว บ้านนี้สร้างขึ้นปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ.2466 โดยท่าน “ตันม่าเสียง” หรือ “พระพิทักษ์ชินประชา” เมื่อท่านมีอายุ 20 ปี เป็นบ้านสไตล์ชิโนโปรตุกีสหลังแรกของภูเก็ต เรียกชื่อว่า “อังม่อเหลา” หน้าต่างไม้เป็นบานเกล็ดเปิดปิดได้ รั้วบ้านนำเข้าจากฮอลแลนด์ กระเบื้องปูพื้นจากอิตาลี เครื่องเรือนเป็นไม้ฝังมุกจากจีน ตรงกลางบ้านเปิดโล่งให้ลมถ่ายเทและมีสระน้ำกลางบ้าน พวกเราต้องรีบไปสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ จึงไม่มีโอกาสได้ดูของจริง แค่เห็นภายนอกก็ปลื้มน้ำตาจะไหลแล้ว (คราวหน้าไม่พลาดแน่) …

 ฉันมาทำงานที่ภูเก็ตบ่อย ทำงานเสร็จก็กลับ ไม่มีโอกาสได้ไปไหน บางทีก็ต้องอยู่ตามเกาะ ไปกลับก็หมดเวลาแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นของดีจริงๆ แม้จะเป็นแค่เสี้ยวเดียวในอีกมากมายที่ภูเก็ต นอกเหนือจากธรรมชาติ ทะเล และป่าเขาอันงดงาม (แสงสีขอผ่าน เบื่อสิ่งที่สร้างมาสนองความอยากที่ไม่สิ้นสุดของคน) ไว้ไปอีกจะเอากลับมาเล่าให้ฟังอีก …

เจนนิเฟอร์ คิ้ม