
นิพิฏฐ์ยันไทยต้องร่วมสอบพระวิหาร
"นิพิฏฐ์" ยันไทยต้องเข้าร่วมตรวจสอบปราสาทพระวิหาร ผู้อพยพ มีเฮ หลังได้ข่าวได้กลับบ้านพรุ่งนี้ ขณะยอดอพยพลดลงกว่าครึ่ง - น.ศ.อาชีวะเตรียมออกค่ายสร้าง - ซ่อมบ้านคืนชาวบ้าน "ทร."สั่งปิดด่านเข้า-ออกจันทบุรี-ตราด
เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2554 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงกรณีที่ได้เสนอความเห็นว่าควรให้นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งเป็น 1 ในกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศเข้าร่วมการตรวจสอบปราสาทพระวิหาร ว่า สิ่งที่ตนได้แสดงความเห็นไปนั้น เพราะเห็นว่าหากคณะกรรมการมรดกโลกจะลงพื้นที่ตรวจสอบปราสาทพระวิหารจริง และเชิญให้เข้าร่วมนางโสมสุดาร่วมคณะด้วย ตนก็สนับสนุน เพราะมองว่าควรจะไปในฐานคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อรับทราบข้อมูลว่าทางกัมพูชารายงานอะไรกับคณะกรรมการมรดกโลกบ้าง หากไม่เข้าร่วมก็จะไม่รู้เลยว่าเขารายงานข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่หากฝ่ายต่างๆ เห็นว่าไม่ควรเข้าร่วมตนก็พร้อมรับฟังเหตุผล อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วหากยูเนสโกไม่เชิญให้เข้าร่วมคณะเราก็ไม่มีสิทธิ
ผู้อพยพมีเฮหลังได้ข่าวได้กลับบ้าน12ก.พ.
บรรยากาศทั่วไปที่หมู่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยังคงเงียบ บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังคงถูกปิดตายมาตั้งแต่วันเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งให้ย้ายกลับเข้ามาในพื้นที่แต่อย่างใดส่งผลให้บรรยากาศในหมู่บ้านเงียบเหงาเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันทหารช่าง จากกองกำลังสุรนารีได้เข้ารื้อถอนบ้านเรือนชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดจากเหตุปะทะ โดยทางจังหวัดได้อนุมัติงบสร้างบ้านหลังใหม่ให้แทนจำนวนทั้งสิ้น 7 หลัง งบประมาณเฉพาะจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์รวมหลังละ 200,000 บาท ส่วนช่างและแรงงานที่จะมาช่วยในการก่อสร้างบ้านนั้นทางวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ และวิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ สนับสนุน ครู และนักศึกษามาช่วยในการก่อสร้างบ้านที่เสียหาย ส่วนบ้านเรือนที่เสียหายบางส่วนก็จะชดเชยให้ตามจริงแต่ไม่เกินหลังละ 30,000 บาท สำหรับผู้เสียชีวิตจะได้ค่าจัดงานศพจำนวน 50,000 บาท
นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีชาวบ้านส่วนหนึ่งพากันออกจากศูนย์อพยพกลับเข้าไปอยู่บ้านเรือนของตนเองตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านที่หมู่บ้านไม่ได้อยู่ติดตามแนวชายแดนจริง ๆ แต่มีความตระหนกตกใจ ในห้วงที่มีการปะทะกันระหว่างทหารกัมพูชากับทหารไทย แต่เมื่อเหตุการณ์สงบจึงได้อพยพกลับไปบ้านเรือนของตนเองบ้างแล้ว ทำให้ยอดจำนวนผู้อพยพลดลงจากรอบหลังสุดจำนวน 21,000 คน เหลือเพียง 12,413 คน
“ได้ประชุมหารือกับทางแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อประเมินสถานการณ์ได้ข้อสรุปว่าจะรอดูสถานการณ์ในวันนี้ก่อน หากไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในวันนี้ไปถึงช่วงเช้า ก็จะให้ชาวบ้านเก็บข้าวของสัมภาระเดินทางกลับบ้านได้ในวันรุ่งเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว” ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าว
ด้านนายมุย มาทอง อายุ 69 ปี ชาวบ้านภูมิซรอล ม.9 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า มาอยู่ที่นี่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากส่วนต่างๆ อาหารการกินเยอะมาก แต่ก็อยากจะกลับไปอยู่บ้านตัวเอง ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะกลับไปได้วันไหน แต่เห็นมีคนพูดกันว่าจะให้กลับพรุ่งนี้ตนก็จะกลับด้วย แต่หากเพื่อนบ้านคนอื่นยังไม่กล้ากลับตนก็คงต้องอยู่ด้วย เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง และยังไม่มีใครออกมารับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุปะทะอีก
“เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับตนรอบ 2 แล้ว แต่สมัยก่อนไม่น่ากลัวขนาดนี้ ลูกปืนไม่ตกใส่บ้านเรือนคนมากขนาดนี้ อยากมากก็ตกทุ่งนา และสมัยนั้นไม่มีการอพยพออกจากพื้นที่เพียงแต่ทุกคนวิ่งเข้าหลุมหลบภัย เมื่อสิ้นเสียงปืนก็ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ อยากให้เหตุการณ์สงบ ไม่อยากให้ประเทศพี่น้องกันต้องมาทะเลาะกัน เพราะคนที่เดือดร้อนคือประชาชนทั้งสองประเทศที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย” นายมุย กล่าว
ค้าขายชายแดนศรีสะเกษกลับสู่ภาวะปกติ
ภายหลังสิ้นเสียงปืนแตกจากเหตุการณ์สถานการเกิดการปะทะกันที่บริเวณพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ สงบลงรวมประมาณ 5 วันแล้ว ประชาชนชาวกัมพูชามั่นใจเรื่องความปลอดภัยนระดับหนึ่ง ช่วงเวลากลางคืน นำแสงไฟออกล่าหาอาหาร อาทิ กบ เขียด จิ้งหรีด บริเวณทุ่งนา ด้วยความอุดมสมบูณ์ของพื้นที่ทรัพยากรจึงยังมีมาก เพื่อนำไปประกอบอาหารกินเองในครอบครัว ส่วนที่เหลือนำข้ามพรมแดนขายฝั่งไทยที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนการค้าการท่องเที่ยวการแลกเปลี่ยนสินค้าสนราคาการซื้อขายตกกิโลกรัมละ 50บาท นำขายให้พ่อค้าแม่ค้าชาวไทย พ่อค้าเมืองไทยนำขายต่อตลาดฝั่งไทยตกสนนรคาขีดละ10- 15 บาท ซึ่งคนไทยนิยมนำไปประกอบอาหารเมนูจานเด็ดด้วยการนำไปต้มส้มผักติ้ว ใบกระเพรา บ้างก็ตากเขียดแห้งแดดเดียวทอดกรอบ รสชาติเลิศ กอรปกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกนี้เมืองไทยหายาก
นางโซน ซึม อายุ 58 ปี อยู่บ้านสระเจือม ตำบลตะเปียงไปร อำเภออัลองเวง จังวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ตนและครอบครัวเห็นว่าการปะทะของไทยเขมร เสียงปืนสงบลง จึงพาบุตรหลาน เพื่อนบ้านออกล่าจับเขียดที่กลางทุ่งนาของหมู่บ้าน ซึ่งที่หมู่บ้านมีจำนวนมาก หากอากาศร้อนจัดเขียดจะออกมาหาน้ำกินหรือกินน้ำค้าง พวกตนก็จะออกไปจับนำไปประกอบอาหารกินในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็รวบรวมนำขึ้นไปขายที่ประเทศไทย วันนี้ได้มารวมกับของเพื่อนบ้านประมาณ 20 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 50 บาท วันนี้มีรายได้ประมาณ 1,000บาท คิดเป็นเงินเขมร 138,000 รีล
นายดาย โพธิ์คา อายุ 56 ปี ชาวบ้านโอทะลัน หมู่ที่ 10 ตำบลจรัส อำเภอบัวเชดจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่ามารับซื้อสินค้าอาหารจากประเทศเขมรเป็นประจำ อาทิเห็ด ผักป่า เห็ด กบ และเขียดวันนี้รับซื้อได้รวม 20 กิโลกรัม นำไปขายต่อตลาดฝั่งไทยขีดละ 15 บาท เพราะถือเป็นอาหารหายากแล้วของเมืองไทย



